Welcome to iceicy.freeforums.org
   แบ่งปันความสุขให้กัน
    Register Portal  •  FAQ  •  Search  •  Login     
It is currently Mon Nov 30, 2009 5:26 pm

All times are UTC + 7 hours




Post new topic Reply to topic  [ 12 posts ] 
Author Message
 Post subject: มีใครรู้บ้าง (มีหมอดูคนไหนที่ดูดวงแม่นมากๆ)
PostPosted: Fri Jul 04, 2008 12:55 am 
Offline
เป็นเพื่อนแท้เลย^^
เป็นเพื่อนแท้เลย^^

Joined: Wed Jun 11, 2008 1:58 am
Posts: 169
Location: โลกมนุษย์ที่มีแต่ทุกข์
เพื่อนๆทุกคนครับ มีใครทราบบ้างว่าในประเทศไทยมีหมอดูคนไหนที่ดูดวงแม่นมากๆ บ้างและอยู่ที่ไหน จะดูด้วยศาสตร์อะไรก็ได้ ไม่ว่าโหราศาสตร์ ดูลายมือ ไพ่ยิบซี เสี่ยงเซียมซี เลขฐาน 12 หรือดูใบชากับลูกแก้วแบบศาสตราจารย์ทรีลอนีย์ ก็ได้ หรือมี web ไหนดูดวงแม่น ช่วยบอกผมด้วยนะครับ อ้อใคร เคยไปดูดวงกับ พระอาจารย์ วรา วัด โพธิ์ทองบ้าง อยากถามความเห็นว่าแม่นไหม ขอบคุณครับ

_________________
ทิพย์สวน 110


Top
 Profile  
 
 Post subject:
PostPosted: Fri Jul 04, 2008 8:52 am 
Offline
Site Admin
Site Admin
User avatar

Joined: Tue Apr 15, 2008 11:18 pm
Posts: 774
เรื่องนี้ไม่ค่อยสันทัดส่วนตัวไม่ค่อยชอบดูดวงครับ แต่ก็พอรู้จักบ้าง
อยู่ที่จังหวัดสุพรรณบุรีครับ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้เจอกันนานแล้ว
เบอร์โทรก็หายไปแล้วด้วย แต่ถ้าจะดูจริงๆมีคนแนะนำมาว่าลองไปที่สำนักงานโลกทิพย์ดูครับ จะมีหมอดูหลายศาสตร์มาประจำอยู่
ติดต่อสอบถามไปที่เบอร์นี้้ครับ 0-2248-3291-3

และที่แนะนำอีกท่านคือ อาจารย์สถิตฐ์ธรรม เพ็ญสุข
ไม่ใช่หมอดู แต่มีอะไรดีๆเยอะในตัวท่าน เคยเจอกับท่านมาครั้งหนึ่ง
เป็นบุคคลที่เก่งมากๆ และน่าเลื่อมใส

ศูนย์พัฒนาพลังชีวิต 0-2618-2221


ความเห็นส่วนตัว ผมไม่ค่อยสนับสนุนหมอพระครับ เพราะไม่ใช่กิจของท่าน
พระพุทธเจ้าทรงตำหนิว่าเป็นเดรัจฉานวิชชา ไม่ให้พระเรียนสิ่งเหล่านี้
และทุกวันนี้กลายเป็นการสงเคราะห์โดยมุ่งแสวงหาลาภสักการะไปโดยปริยาย
เพราะท่านก็ยังไม่หมดกิเลส ยังมีความโลภอยู่ในสันดาน พระแท้ท่านไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้
ดังนั้นเราอย่าไปส่งเสริมให้ท่านเดินทางผิดเลยครับ มันจะเป็นบาปเป็นกรรมกับเราโดยไม่รู้ตัว

_________________
เจค็อบ "ไม่มีสิ่งใดตายอย่างแท้จริงหรอก
จักรวาลไม่เคยสูญเสียสิ่งใด
ทุกอย่างแค่แปรเปลี่ยนสภาพไปเท่านั้น"


Last edited by thaita on Fri Jul 04, 2008 9:00 am, edited 1 time in total.

Top
 Profile  
 
 Post subject:
PostPosted: Fri Jul 04, 2008 8:59 am 
Offline
Site Admin
Site Admin
User avatar

Joined: Tue Apr 15, 2008 7:49 pm
Posts: 776
Location: The Sky
พี่ทิพย์ชอบดูดวงเหรอค่ะ /exciting

ไอซ์ไม่เคยดู แนะนำไม่ได้ค่ะ เหอเหอ...

Quote:
(แต่ไอซ์สงสัยว่า ....
1. ทำไมต้องดูดวงด้วยหละค่ะ?
2. ดูแล้วพี่ทิพย์จะเชื่อเรื่องดวงนั้นไหมค่ะ?/horror )


:arrow: โหราศาสตร์ไทยออนไลน์

_________________
<a href="http://icyiceberg.bloggang.com" target="_blank" title="icyiceberg.bloggang.com">
<img src="http://www.bloggang.com/data/icyiceberg/picture/1216556163.gif" alt="การให้ธรรมเป็นทาน ย่อมชนะการให้ทั้งปวง"></a>
<a href="http://iceicy.freeforums.org" target="_blank" title="iceicy.freeforums.org"><img src="http://www.bloggang.com/data/icyiceberg/picture/1216556285.gif" alt="สังคมแห่งการแบ่งปัน"></a>


Top
 Profile E-mail  
 
 Post subject:
PostPosted: Fri Jul 04, 2008 12:19 pm 
Offline
ผู้ดูแลฟอรั่ม
ผู้ดูแลฟอรั่ม
User avatar

Joined: Thu Apr 17, 2008 6:45 pm
Posts: 691
กรรมเหนือหมอดู

ผมเป็นศิษย์โหร แต่มิได้เป็นโหร หลวงพ่อเจ้าคุณพระภัทรมุนี หรือมหาอิ๋น เจ้าอาวาสวัดทองนพคุณ ธนบุรี (สมัยนั้น) เป็นโหราจารย์ชั้นยอด
สมัยนั้นมีโหราจารย์ที่ดังอยู่เพียงสองท่านเท่านั้น คือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อยู่ ญาโณทยมหาเถระ) ซึ่งต่อมาเป็นสมเด็จพระสังฆราช อีกรูปหนึ่งคือพระภัทรมุนี
แต่โหรสมัยก่อนเขามิได้ทายส่งเดช อย่างหลวงพ่อเจ้าคุณพระภัทรมุนี ท่านเป็นที่ปรึกษาทางจิตใจให้แก่ศิษย์มากกว่าเป็นหมอดู
เรื่องประเภทไหนควรทาย ไม่ควรทายท่านมี "จรรยาบรรณ"บางทีกว่าจะทายได้สักราย ท่านคำนวณแล้วคำนวณอีกถึงสองสามวันก็มี ไม่แน่ใจท่านก็ไม่ทาย

มีเรื่องเล่าว่า หนุ่มสาวคู่หนึ่งจูงมือมาให้หลวงพ่อกำหนดวันแต่งงานให้ ท่านดูๆแล้ว
บอกว่าท่านไม่สามารถให้ฤกษ์ได้ ขอให้ไปหาสมเด็จฯวัดสระเกศ
สองคนก็ไปหาสมเด็จฯ และก็ได้ฤกษ์ไป มีผู้ถามสมเด็จฯภายหลังว่า ทำไมเจ้าคุณอิ๋นไม่ให้ฤกษ์ สมเด็จฯบอกว่า
"เจ้าคุณท่านดูแล้วสองคนนี้จะอยู่ด้วยกันไม่ตลอดแต่อาตมาถือว่า เขาเป็นคู่กันต้องได้แต่งงานกัน ส่วนต่อไปนั้นจะเป็นอย่างไรเป็นอีกเรื่องหนึ่ง จึงให้ฤกษ์แต่งไป"

ถูกทั้งสองรูป รูปหนึ่งมองว่าถ้าจะแต่งงานกันก็ควรไปได้ตลอด อีกรูปหนึ่งมองว่า
ดวงมันเป็นคู่กันก็ต้องได้แต่งงานกัน ส่วนจากนั้นไป จะอยู่ด้วยกันยืดหรือไม่ เป็นเรื่องของทั้งสองคน แล้วแต่จะมอง

เมื่อผมสอบเปรียญเก้าประโยคได้แล้ว หลวงพ่อพยายามชักจูงให้ผมเรียนโหราศาสตร์ ผมก็ยืนยันว่า ไม่อยากเป็น "หมอดู"
หลวงพ่อบอกว่า โหร มิใช่หมอดู เราศึกษาโหราศาสตร์ให้เชี่ยวชาญ เพื่อนำไปใช้ในการแก้ปัญหาชีวิต
ไม่จำเป็นต้องพยากรณ์ใคร คล้ายจะบอกว่า โหราศาสตร์ กับพยากรณ์ศาสตร์แยกกันได้
แต่ผมก็เห็นโหรส่วนมากท่านก็พยากรณ์ทั้งนั้น

ผมแย้งว่าพระพุทธเจ้าท่านตำหนิเป็น "ติรัจฉานวิชชา" มิใช่หรือ
ท่านตอบว่า ถ้าเอาคำจำกัดความว่า ติรัจฉานวิชชาคือ วิชชาที่ขวางต่อการบรรลุมรรคผลนิพพาน เณรเรียนนักธรรมบาลี ก็เข้าเกณฑ์นี้ทั้งนั้น
ผมจำนนท่าน แต่ผมก็ไม่ยอมเรียนอยู่ดี ไม่งั้นป่านนี้เป็นหมอดูแม่นๆ ไปแล้ว

หลวงพ่อเล่าว่า ปราชญ์โบราณท่านเรียนโหราศาสตร์ทั้งนั้น สมเด็จพระจอมเกล้าฯรัชการที่สี่ สมเด็จมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เป็นต้น
ก็ทรงเชี่ยวชาญโหราศาสตร์ทั้งนั้น แต่ก็ไม่เห็นท่านใช้โหราศาสตร์พยากรณ์ใครเป็นอาชีพ
แล้วท่านก็เล่าเรื่องที่ต่างๆ ให้ผมฟังแล้วก็ตื่นเต้นด้วยความดีใจที่ได้รับรู้เรื่องราวเก่าๆ ชนิดจะไปหาอ่านที่ไหนไม่ได้

ก่อนทรงศึกษาโหราศาสตร์นั้น พระวิชรญาณ (สมเด็จพระจอมเกล้าฯรัชการที่สี่) ทรงได้รับพยากรณ์จากหลวงตาเฒ่ารูปหนึ่งดูเหมือนชื่อ
ทอง แห่งวัดตะเคียนว่า จะได้ราชสมบัติแน่นอน รับสั่งว่าให้เป็นจริงเถอะ จะสมนาคุณอย่างงามเลย แล้วในที่สุดก็ทรงได้ขึ้นครองราชย์จริงๆ
ทรงรำลึกถึงหลวงตาเฒ่าวัดตะเคียนขึ้นมา ตั้งพระทัยจะไปนมัสการ ก็ทรงทราบว่า หลวงตาเฒ่ามรณภาพไปนานแล้ว
จึงทรงปฏิสังขรณ์เป็นการบูชาคุณหลวงตาเฒ่าแล้วพระราชทานนามวัดใหม่ว่า วัดมหาพฤฒาราม (แปลว่า วัดที่สร้างถวายพระผู้เฒ่า)

เมื่อทรงเชี่ยวชาญในโหราศาสตร์แล้ว ก็มิได้ทรงใช้วิชาโหราศาสตร์ทำนายทายทักอะไร นอกจากทรงวิพากษ์วิจารณ์ดวงพระชาตาของพระราชโอรสบางองค์
ดังทรงวิจารณ์ดวงพระชาตากรมหมื่นพิชิตปรีชากร ที่โหรทั้งหลายว่าเป็นดวงแตก เอาดีไม่ได้ ว่าถ้าถอดดวงให้ละเอียดแล้ว กลับเป็นดวงดีอย่างยิ่งเป็นต้น
และทรงสามารถใช้โหราศาสตร์แก่เคล็ดได้อีกด้วย ดังทรงเห็นว่าดวงพระชาตาพระอนุชาธิราชแข็งมาก จะได้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน
เมื่อถูกอัญเชิญลาสิกขาเพื่อไปครองราชย์ พระองค์จึงทรงสถาปนาพระอนุชาธิราชให้เป็นกษัตริย์พระองค์หนึ่งพระนามว่า
พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่ากันว่าทรงแก้เคล็ดทางโหราศาสตร์

สองสามวันมานี้มีข่าวโหร หรือหมอดูแม่นชื่อ หมอดูอีที (ขอประทานโทษถ้าฟังมาผิด) เป็นชาวพม่า ทำนายดวงนักการเมืองดังๆ มามาก หลายท่านก็ว่าทำนายได้แม่นยำ
อย่างป๋าเหนาะท่านว่า ท่านเองก็เคยให้หมอดูอีทีทำนาย แม่นมาก
"ขนาดเงินกระเป๋าผม ยังทายได้เลยว่า มีใบพัน ใบห้าร้อย ใบร้อยกี่ใบๆ และแต่ละใบเลขอะไร" แล้วท่านเล่าต่อ หมอเขาก็เตือนว่า
ระวังจะถูกหักหลัง ดวงทำบุญคนไม่ขึ้น หมอยังบอกว่าใครควรคบไม่ควรคบ ถึงตรงนี้เสียงนักข่าวแทรกขึ้นว่า
"แล้วหมอบอกหรือเปล่าว่าคนหน้าเหลี่ยมไม่ให้คบ" ป๋าท่านก็บอกว่าไม่เอาแล้วๆ อย่าถามมาก อะไรประมาณนั้น

หมอดูที่ทายแม่นยังกับตาเห็น มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่ส่วนมากทายอดีตและปัจจุบันค่อนข้างแม่น แต่ทายอนาคตไม่ค่อยแม่น นานๆ จะทายอดีตค่อนแม่นยำ
ดังกรณีซินแส มองหน้าพระหนุ่มสองรูปกำลังเดินบิณฑบาตอยู่ แล้วก็หัวเราะชอบใจ พระหนุ่มสองรูปถามว่า หัวเราะอะไร ซินแสตอบว่า
"ลื้อสองคงนี้จะได้เป็นพระเจ้าแผ่งลิง (แผ่นดิน)" แล้วก็หัวเราะเห็นฟันเหลือง
คราวนี้ พระคุณเจ้าทั้งสองรูปหัวเราะบ้าง ดังกว่าเสียงของซินแส ไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้อย่างไร สองคนเป็นพระเจ้าแผ่นดินพร้อมกัน!
ถ้าซินแสแกมีอายุยืนยาวจนได้เห็นว่าอดีตพระหนุ่มสองรูปนั้นได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินจริง คือ
พระสินได้เป็นสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระทองด้วงได้เป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
แกก็คงหัวร่อชอบใจที่แกพยากรณ์แม่นจริงๆ

ทำไมการพยากรณ์อดีตจึงแม่น พยากรณ์อนาคตไม่แม่น
ตอบง่ายนิดเดียว เพราะชีวิตคนมิได้ขึ้นอยู่กับโหราศาสตร์เป็นเงื่อนไขอย่างเดียว มันย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามเงื่อนไขปัจจัยอีกมากมาย
อดีตนั้น "นิ่ง" แล้ว ไม่มีเงื่อนไขอะไรมาผลักดันให้เป็นอื่นได้ เพราะฉะนั้น การทำนายทายทักจึงมักจะตรง
แต่ปัจจุบันและอนาคต มันยังเคลื่อนไหวเพราะเหตุปัจจัยอีกหลายอย่าง ยังไม่นิ่ง

เงื่อนไขที่สำคัญที่สุดคือ "กรรม" (การกระทำ) ของคนๆ นั้นอง เขาทำทั้งกรรมดีและกรรมไม่ดีคละกันไป
สิ่งเหล่านี้แหละมีแนวโน้มจะให้ผลในอนาคต ไม่ว่าดี หรือไม่ดี
พูดอีกนัยหนึ่ง เราเป็นผู้กำหนดอนาคตเราเอง ถ้าต้องการให้ชีวิตเป็นไปอย่างใด ก็ต้องสร้างเงื่อนไขที่ดีๆ ไว้ให้มาก
แล้วอนาคตจะไปดีเอง ตรงข้ามถ้าสร้างแต่เงื่อนไขไม่ดี อนาคตก็เป็นไปตามนั้น

ลองฟังนิทานชาดกนี้ดู พระราชาสองเมืองทำสงครามกัน ผัดกันแพ้ผลัดกันชนะ ถึงฤดูฝนก็หยุดพักสิ้นฤดูฝนก็รบใหม่ เป็นอย่างนี้มานาน
จนมีคนไปถามฤๅษีว่า พระราชาองค์ไหนจะชนะ ฤๅษีก็ไปถามพระอินทร์อีกต่อ พระอินทร์บอกว่าพระราชาเมือง ก.จะชนะ เมือง ข.จะพ่ายแพ้
ข่าวนี้ก็ไปเข้าพระกรรณของพระราชาทั้งสององค์ที่ได้รับคำทำนายว่าจะชนะ ก็ดีใจ ประมาท เลี้ยงฉลองกันมโหฬารตั้งแต่ยังไม่รบ
ไม่ฝึกปรือกองทัพให้พร้อม สบายใจว่าจะชนะแน่ ส่วนพระราชาที่หมอทำนายว่าจะแพ้ ก็ไม่ยอมถอดใจ ตั้งหน้าตั้งตาฝึกปรือกองทัพอย่างเข้มงวด
วางแผนรุกแผนรับไว้อย่างพร้อมสรรพ เมื่อถึงคราวรบจริง เรื่องก็กลับตาลปัตร ฝ่ายที่ว่าจะชนะ ก็ถูกตีกระจุย ฝ่ายที่ว่าจะแพ้ ก็กำชัยชนะไว้ได้
พระราชาองค์ที่ฤๅษีว่าจะชนะ จึงไปต่อว่าฤๅษีหาว่าทำนายส่งเดช ฤๅษีก็หน้าแตกไปตามระเบียบ
จึงไปต่อว่าพระอินทร์หาว่าทายซี้ซั้ว ทำให้แกผู้นำคำทำนายไปเผยแพร่เสียหน้า พระอินทร์กล่าวว่า
"ไม่ผิดดอก ถ้าปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามครรลองของมัน พระราชา ก.จะชนะแน่นอน แต่บังเอิญว่ามีเงื่อนไขใหม่เข้ามาเกี่ยวข้องคือ
ความพากเพียรพยายามฝึกฝนฝึกปรือกองทัพของพระราชาเมือง ข. การณ์จึงกลายเป็นตรงกันข้าม"
แล้วพระอินทร์จึงกล่าวปรัชญาว่า
"คนที่พยายามจนถึงที่สุดแล้ว แม้เทวดาก็กีดกันไม่ได้"

อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องของเหลียวฝาน ที่มิสโจ แปลไว้ในหนังสือ โอวาทสี่ของเหลี่ยวฝาน ที่พิมพ์เผยแพร่มาหลายครั้งแล้ว
เหลี่ยวฝานเดิมชื่อเสวียห่าย ได้พบผู้เฒ่าข่ง ผู้เฒ่าทำนายว่าจะได้เป็นขุนนาง ปีไหนจะเป็นอย่างไรบอกไว้หมด
และว่าท่านเหลี่ยวฝานจะไม่มีบุตร และจะตายเมื่ออายุได้ 53 ปี
คำพยากรณ์ของท่านผู้เฒ่า แม่นยำมาตลอด จนท่านคิดว่าชะตาชีวิตคนเราถูกฟ้าดินกำหนดมาแล้ว ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้
เลยไม่คิดที่จะขวนขวายพยายามต่อไป ปล่อยให้เป็นไปตามฟ้าลิขิต ต่อมาท่านได้พบพระเถระนาม ฮวิ๋นกุ ท่านได้สอนว่า ชะตาชีวิตเป็นสิ่งไม่แน่นอน
อนาคตเราต้องสร้างเอง คนทำดีชะตาก็ดี ทำชั่วชะตาก็ชั่ว เมื่อต้องการอนาคตดี ต้องทำดี ถ้าประกอบแต่ความไม่ดี แม้ชีวิตดีมาแล้วก็กลายเป็นร้ายได้

เหลี่ยวฝานได้เล่าคำทำนายของท่านผู้เฒ่าให้พระเถระฟัง ว่าที่ท่านทำนายไว้ถูกต้องแม่นยำมาตลอด
ยังเหลือแต่สองข้อสุดท้าย คือจะไม่มีบุตร และสิ้นชีวิตเมื่ออายุ 50
พระเถระกล่าวว่า ให้ตั้งปณิธานว่าจะทำดีให้มาก สั่งสมบารมีให้มาก ไม่ยอมตนอยู่ในอิทธิพลของคำพยากรณ์ต่อไป
บุญกุศลใดที่ทำด้วยความจริงใจ บริสุทธิ์ใจ แม้กระทำครั้งเดียว ก็เท่ากับกระทำหมื่นครั้งทีเดียว
ท่านก็เชื่อพระเถระ ตั้งหน้าทำแต่ความดีงาม สำรวจความดีความชั่วของตนเองว่า วันหนึ่งๆทำความชั่วอะไรบ้าง ความดีอะไรบ้าง
แล้วพยายามลบความชั่วด้วยความดีเรื่อยๆ จนมีความดีเพิ่มมากขึ้น แล้วท่านก็ชนะชะตาชีวิต คือได้บุตรชายคนหนึ่ง
เมื่อถึงอายุ 50 ปี ก็มิได้ตายดังคำทำนายของผู้เฒ่าข่ง อยู่มาถึงอายุ 69 ปี
ท่านจึงแน่ใจว่า คนเราถ้าไม่ขวนขวายพยายาม ปล่อยชีวิตไปตามยถากรรม ก็ตกอยู่ใต้อิทธิพลของฟ้าดิน แต่กรรมเท่านั้นที่เป็นตัวกำหนดอย่างแท้จริง
นั่นคือเราต้องสร้างอนาคตของเราเอง คนที่พยายามพึ่งตัวเองด้วยการกระทำแต่ความดีถึงที่สุดแล้ว ย่อมอยู่เหนือโชคชะตา
ถ้าใครคิดว่าชีวิตถูกลิขิตมาอย่างใดก็ย่อมเป็นอย่างนั้น แก้ไขไม่ได้เลย ผู้นั้นถึงจะเป็นคนคงแก่เรียนเพียงใด ก็นับว่าโง่อยู่นั้นเอง

ที่มา:มติชน
คอลัมน์ รื่นร่มรมเยศ โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก


Top
 Profile  
 
 Post subject:
PostPosted: Fri Jul 04, 2008 12:26 pm 
Offline
ผู้ดูแลฟอรั่ม
ผู้ดูแลฟอรั่ม
User avatar

Joined: Thu Apr 17, 2008 6:45 pm
Posts: 691
จิตนี้ฝึกได้

ท่านทั้งหลาย เพิ่งเริ่มเข้ามาปฏิบัติไม่กี่ชั่วโมงจึงอาจจะไม่ลึกซึ้งถึงขึ้นที่ดูหน้าดูตาก็จะรู้ได้
ดูคนให้ดูหน้า ดูโหงวเฮ้ง การแนะแนวไม่ใช่มาถึงวัดสอนบุญ บาป ทำบุญไปสวรรค์ ทำบาปไปนรกเท่านั้น
ต้องสอนแนะแนวถึงกรรมฐานแก้กรรมได้อย่างไร ใครเอาไปใช้ปฏิบัติเป็นประจำ จะแก้กรรมได้จริง ๆ

ถ้าใช้ไม่จริงก็เหมือนถ้วยชา เขาให้มาแล้วเอาไปใส่ตู้ไว้
ไม่ค่อยใช้ให้เป็นประโยชน์เลย ตัวเรานี้มีประโยชน์มาก แต่ใช้ตัวไม่เป็น
ไปใช้ในเรื่องไร้สาระเสียมาก ไม่ใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อตัวเอง
เกิดมาเสียชาติเกิดไม่ประเสริฐล้ำเลิศ ไหน ๆ จะตายจากโลกไปก็จะต้องมีความดีติดตัวไปด้วย
และทิ้งความดีไว้ในโลกมนุษย์ คือ ความดีเป็นตรา
ถ้าใครทำกรรมฐานได้ลึกซึ้ง จะรู้เหตุผลของชีวิตได้อย่างดีที่สุด
เป็นประโยชน์แก่ชีวิตประจำวัน แก้ไขปัญหาเกิดขึ้นเฉพาะหน้าด้วยกรรมฐาน

บางคนชอบไปหาหมอดู
หมอดูบอกว่าต้องสอบได้ที่หนึ่ง แต่ปรากฏว่า สอบตก
หมอดูว่า สอบตกกลับสอบได้ เพราะเราขยัน
เราต้องสร้างความดีให้กับดวง หาใช่ดวงทำให้เราดีไม่ ต้องสร้าง
อยู่เฉย ๆ ดีได้อย่างไร มันต้องเกิดจากการกระทำ คือ กฎแห่งกรรมนั่นเอง

การสร้างความดีให้กับดวงก็คือ สร้าง ศีล สมาธิ ปัญญา ให้เกิดขึ้นแก่ตัวเรา
แล้วเราจะอบอวล ทวนลม ผู้ที่มีสมาธิจะเป็นคนขยันหมั่นเพียร และเป็นผู้มีปัญญา


คนที่มีปัญญาแหลมลึก แหลมหลักต้องมีสามคม
คมกริบ-ไว้ภายในจิต ไม่บอกใครแสดงออกในเมื่อมีความจำเป็นจะต้องใช้
คมคาย-มันยังเป็นหลุม เป็นบ่อ ไม่เสมอก็เอาบุ้งมาแทง อย่างนี้เป็นต้น
คมสัน-มันต้องใช้ขวานตอกย้ำลงไป จึงจะเข้าเรียบร้อยดี

นี่มันมีในลักษณะศีล สมาธิ ปัญญา ครบ ศีล
คือ สถาปนิก ออกรูปแบบพื้นฐานให้คนชอบ
สมาธิ คือ วิศวกร รู้วาระจิต รู้จักน้ำหนัก รู้จักชั่งตวงวัด
รู้จักวาระจิตของคนในฐานะเช่นไร ควรทำกับเขาอย่างไร
รู้จักกาลเทศะ รู้จักบาป รู้จักบุญ รู้จักคุณ รู้จักโทษ
รู้จักสิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ที่วิศวกร
ปัญญา คือ นายช่าง ลงมือทำทันที มิได้รอรีแต่ประการใด

ถ้าใครเป็นทั้งสถาปนิก วิศวกรและนายช่างแล้ว
รับรองคนนั้นเอาตัวรอดปลอดภัยในอนาคต
บางคนเกิดมาแต่ชาติก่อนนิสัยดีมีปัญญาในโลกมนุษย์นี้
เขาจะมีแต่ความเจริญรุ่งเรือง
ถึงจะเกิดในบ้านยากจนก็สามารถเป็นรัฐมนตรีหรือเป็นใหญ่เป็นโตได้
เพราะสติปัญญาที่สร้างมาแต่ชาติก่อน
คนเราก็มีทั้งถูกและแพง
มีทั้งเก๊และดี มีทองคำก็มีทองชุบ
มีหลวงพ่อทวดก็มีหลวงพ่อเทียบ คนดีหายากคนเก๊เยอะ
มีน้อยเหลือเกินที่จะดีเด่นเห็นชัดและเห็นไกล อย่างนี้หายาก ต้องอดทน ต้องฝึกฝน
ท่านทั้งหลายเอ๋ย จิตนี้ฝึกได้ ขยันก็ได้ฝึกให้ทำงานก็ได้ ฝึกให้ขี้เกียจก็ได้

โดย หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม


Top
 Profile  
 
 Post subject:
PostPosted: Fri Jul 04, 2008 12:29 pm 
Offline
ผู้ดูแลฟอรั่ม
ผู้ดูแลฟอรั่ม
User avatar

Joined: Thu Apr 17, 2008 6:45 pm
Posts: 691
•• กล่าวสำหรับฟุตบอล ‘ยูโร 2004’ ฟีเวอร์ จาตุรนต์ ฉายแสง เปิดใจว่าทีมที่ตั้งใจเชียร์ครั้งนี้คือ สาธารณรัฐเช็ก ด้วยเหตุผลไม่ใช่ทีมที่นิยมเชียร์กัน และเขาชอบเชียร์บอลรอง
••••• หลายคนเอาใจช่วย ส.ว.แพทย์หญิงมาลินี สุขเวชวรกิจ เตรียมสมัครแข่งขันเป็นรองประธานวุฒิสภาสืบแทน สหัส พินทุเสนีย์ ผู้ครบวาระ
••••• ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เผยว่าให้หมอดูหลายคนทำนายทายทักเหมือนกันเรื่องลงสมัครผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานคร
ในจำนวนนี้มี พระอาจารย์วรา วัดโพธิ์ทอง ท่านดูลายมือแล้วบอกให้ชื่นใจว่า ต้องได้รับเลือก

ที่มา คลิกดูที่นี่ครับ


Top
 Profile  
 
 Post subject:
PostPosted: Fri Jul 04, 2008 12:31 pm 
Offline
ผู้ดูแลฟอรั่ม
ผู้ดูแลฟอรั่ม
User avatar

Joined: Thu Apr 17, 2008 6:45 pm
Posts: 691
ฤกษ์สึก
ที่วัดชลประทานหลวงพ่อปัญญานันทะ ท่านจะบวชพระทุกต้นเดือน ของทุก ๆ เดือน บวชครั้งละมาก ๆ เพราะเมื่อบวชแล้วจะได้ศึกษาหลักธรรมได้เต็มที่
"ไม่ใช่บวชแล้ว เช้าเอน เพลนอน บ่ายพักผ่อน ตกค่ำจำวัด" มีพระใหม่รูปหนึ่ง เมื่อถึงคราวจะลาสิกขา (สึก) โยมพ่อโยมแม่ก็ไปหาหมดดู ดูเวลาสึก
ดูอะไรสารพัด ตามแต่หมอดูจะว่าบอก โดยโยมพ่อได้สั่งพระลูกชายว่า เวลาออกจากวัดต้องเดินออกทางทิศตะวันออก
เพื่อให้หน้ารับตะวัน ราศีจะได้ดี เรียกว่า บริสุทธิ์ผุดผ่อง ก่อนจะลาหลวงพ่อกลับบ้าน ก็กราบเรียนถามหลวงพ่อให้มั่นใจว่า
"หลวงพ่อครับ! เวลากระผมจะออกจากวัด ออกทางทิศตะวันออก ดวงจะดี ฤกษ์จะดี ราศีจะจับใช่มั้ยครับ" "
หลวงพ่อ ตอบว่า วัดชลประทานรังสฤษฏ์ ถ้าออกไปทางทิศตะวันออกแล้วดวงจะซวย มากกว่า เพราะว่าด้านตะวันออกวัดนะ กำแพงมันสูง
และถ้าข้ามไปได้ ก็อาจจะซวยหนักเข้าไปอีก เพราะชาวบ้านเขาอาจคิดว่า ไอ้ทิด มันเป็น โจร เดี๋ยวลูกปืนมันจะถามหา"
ท่านก็เลยบอกว่า ถ้าให้ฤกษ์ดีจริง ๆ ก็บอกให้ใครเอารถมารับที่วัด หรือว่านั่งรถเมล์กลับบ้าน ตามทางที่คนเดินกันนั่นแหละฤกษ์ดีแท้

ฤกษ์อดอยาก
วันหนึ่งพระบวชใหม่เมื่อจะลาสิกขา (สึก) ก็ได้ไปกราบลาหลวงพ่อปัญญานันทะ กราบเรียนหลวงพ่อว่า
"หลวงพ่อครับ กระผมต้อง การจะลา สิกขา โยมพ่อโยมแม่ไปดูฤกษไว้เรียบร้อยแล้ว หมอดูได้บอกมาว่า ถ้าได้ลาสิกขา เวลา 11.00 น.ฤกษ์จะดีมาก "
หลวงพ่อพูดว่า "เวลา 11.00 น. ไม่ดีหรอก เพราะเป็นฤกษ์อดอยาก เพราะพระต้องฉันเพล ไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่น"

ขึ้นบ้านเวลาไหนดี
มีครอบครัวหนึ่ง ได้สร้างบ้านเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ว่ายังไม่ได้ขึ้นไปอยู่บนบ้านหลังใหม่ เพราะยังไม่ได้ดูฤกษ์งามยามดี
วันหนึ่งเมื่อมีเวลาว่าง ก็ไปกราบเรียนถามหลวงพ่อปัญญานันทะว่า "หลวงพ่อเจ้าคะ อยากจะได้ฤกษ์ขึ้นบ้านใหม่เจ้าคะ"
หลวงพ่อถามว่า "โยมบ้านนะมีหลังคาหรือยัง มีบันได มีประตู หรือยัง"
โยมรีบตอบว่า "มีพร้อมทุกอย่างแล้วเจ้าคะ ยังรอแต่ฤกษ์ดี อยู่หลายวันแล้วเจ้าคะ"
หลวงพ่อเลยบอกว่า "เมื่อบ้านมีพร้อมทุกอย่างและสร้างเสร็จแล้ว ถือว่าฤกษ์ดีที่สุดแล้ว ไม่ต้องดูฤกษ์ให้เสียเวลา เชิญโยมขึ้นไปอยู่ได้เลย"
หลวงพ่อพุทธทาสท่านสอนไว้ดีว่า "วันเวลาที่ท่านสามารถทำหน้าที่ได้ดีที่สุดนั่นแหละ คือ วันฤกษ์ดียามดีสำหรับท่าน อย่าไปดูหมอให้เสียเวลา"


Top
 Profile  
 
 Post subject:
PostPosted: Fri Jul 04, 2008 12:53 pm 
Offline
ผู้ดูแลฟอรั่ม
ผู้ดูแลฟอรั่ม
User avatar

Joined: Thu Apr 17, 2008 6:45 pm
Posts: 691
เมื่อก่อนเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับทำนายฝัน-ดูดวง แม้แต่ตำราพรหมชาติก็อ่าน และศึกษา แต่พอสนใจเข้าหาธรรม
เจอสิ่งที่ล่วงล้ำลึกซึ่งกว่าตำราพรหมชาติหรือทำนายฯลฯ ก็เลย หันมาดูตัวเองมากกว่า เราหาเอง เราก็เห็นเอง ไม่ไปรอให้ใครมาทักชักจูงเราได้
ความจริงหมอดูบางคน มีจิตวิทยาสูงมาก จึงเข้าใจคนที่มาให้ทักทาย ก็เลยเข้าทาง(ใจ)ของผู้ไปแบมือให้เขาดู
จากนั้นก็ไหลไปตามปากของหมอดูคนนั้น ทำให้หลงการดูหมอไปเรื่อยๆโดยไม่หวังพึ่งตนเอง เอะอะอะไรก็จะให้หมอดูทักทาย ฯล
แต่ตอนนี้ มันจะเป็นไงก็ช่าง เรามีหน้าที่ตามดูรู้ทันมัน (ความเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของสภาวะธรม)
อยากจะเห็นอะไรล่วงหน้าก็ให้ดูลมหายใจให้ทันก็แล้วกันครับ ดูจนชินแล้ว อะไรก็จะแจ้งจะสว่างเอง (อันนี้ความเห็นส่วนตัวครับ ผิดพลาดขออภัยด้วย)
การล่วงรู้อนาคต เป็นผลพลอยได้จากการทำสมถะอย่างที่เรารู้กันครับ แต่ไม่ขอแนะนำให้ทำเพื่อล่วงรู้อนาคต
แต่ขอแนะนำให้ทำเพื่อล่วงพ้นความทุกข์ความโศกครับ
จิตที่มั่นคง เปรืยบไปก็เหมือนแสงเลเซอร์ครับ ส่องได้ไกลมาก เหมือนไฟฉายก็ว่า หมุนให้กว้างก็ได้ แคบก็ได้ แล้วแต่ตนเองบำเพ็ญมาครับ


Top
 Profile  
 
 Post subject:
PostPosted: Sat Jul 05, 2008 1:31 am 
Offline
Site Admin
Site Admin
User avatar

Joined: Tue Apr 15, 2008 7:49 pm
Posts: 776
Location: The Sky
Quote:
เพื่อนๆทุกคนครับ มีใครทราบบ้างว่าในประเทศไทยมีหมอดูคนไหนที่ดูดวงแม่นมากๆ บ้างและอยู่ที่ไหน จะดูด้วยศาสตร์อะไรก็ได้ ไม่ว่าโหราศาสตร์ ดูลายมือ ไพ่ยิบซี เสี่ยงเซียมซี เลขฐาน 12 หรือดูใบชากับลูกแก้วแบบศาสตราจารย์ทรีลอนีย์ ก็ได้ หรือมี web ไหนดูดวงแม่น ช่วยบอกผมด้วยนะครับ อ้อใคร เคยไปดูดวงกับ พระอาจารย์ วรา วัด โพธิ์ทองบ้าง อยากถามความเห็นว่าแม่นไหม ขอบคุณครับ


Quote:
พี่ทิพย์ค่ะ... ได้ที่ ดูดวงแม่นหรือยังค่ะ.. /horror

_________________
<a href="http://icyiceberg.bloggang.com" target="_blank" title="icyiceberg.bloggang.com">
<img src="http://www.bloggang.com/data/icyiceberg/picture/1216556163.gif" alt="การให้ธรรมเป็นทาน ย่อมชนะการให้ทั้งปวง"></a>
<a href="http://iceicy.freeforums.org" target="_blank" title="iceicy.freeforums.org"><img src="http://www.bloggang.com/data/icyiceberg/picture/1216556285.gif" alt="สังคมแห่งการแบ่งปัน"></a>


Top
 Profile E-mail  
 
 Post subject:
PostPosted: Sat Jul 05, 2008 3:00 am 
Offline
เป็นเพื่อนแท้เลย^^
เป็นเพื่อนแท้เลย^^

Joined: Wed Jun 11, 2008 1:58 am
Posts: 169
Location: โลกมนุษย์ที่มีแต่ทุกข์
สมัยก่อนที่เริ่มดูดวง ก็เพราะไปหลงสาว เลยอยากรู้ว่าสาวที่เราสนใจเป็นเนื้อคู่เราหรือเปล่า แต่ปัจจุบันอยากรู้ว่าเมื่อไรจะหมดกรรมเสียที(เฉพาะเวรกรรมหนักๆ )
คุณทำมะตงครับ ผมขอแย้ง 2 เรื่อง อย่าเพิ่งโกรธผมนะครับ ผมพูดตามความเชื่อจากประสบการณ์ของผมเท่านั้น อาจผิดหรือถูกก็ได้
เรื่องที่ 1 คุณบอกว่าไม่ใช่ดวง 100 % แต่อยู่ที่การกระทำของเรา ผมอยากบอกว่า ถ้าเป็นเรื่องใหญ่ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของเรามากๆ เหล่านี้จะถูกลิขิตไว้แล้วทั้งสิ้นครับ เราฝืนไม่ได้ต่อให้ตั้งใจทำแค่ไหนก็ตาม เช่นถ้าผมสอบเข้าโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งไม่ได้ ผมก็อาจจะสอบ ent ไม่ได้คณะที่หวังไว้ หรือเพื่อนผมเขาสอบ ent ได้วิศวะเกษตร และสอบเตรียมทหารได้ แต่พ่อแม่เขาอยากให้ลูกรับราชการ ปัจจุบันเพื่อนผมเป็นตำรวจอยู่ภาคใต้ ถ้าเพื่อนผมเลือกวิศวะ ตอนนี้คงอยู่กรุงเทพ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น เพราะกรรมเขามาดลใจให้เราเลือกอย่างนี้ เพราะถ้าเราเลือก อีกอย่าง เส้นทางชีวิตจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงก็ได้ ยกตัวอย่าง ถ้าผมเลือกเรียนคณะที่เรียน 6 ปี ผมก็จะไม่ได้เจอเพื่อนคนหนึ่ง(เจอหลังผมเรียนจบปี 4 แล้ว) เมื่อผมไม่เจอเพื่อนก็ไม่ได้เจอแฟน(เพื่อนแนะนำให้รู้จักกับแฟน) และคงไม่ต้องเลิกกับแฟน ผมอาจจะไปได้แฟนเป็นคนอื่น และอาจแต่งงานไปแล้วก็ได้ เพราะเวรกรรมมาดลใจให้ผมต้องเลือกทางเดินชีวิตทางนี้ และซึ่งส่งผลให้ผมต้องรับเวรกรรมมาจนถึงปัจจุบัน
เรื่องที่ 2 คำว่าฤกษ์ ในนิยามของผม คือช่วงเวลาที่เหมาะสมในการทำสิ่งใดแล้วให้ผลออกมาที่ดีที่สุด ผมอยากใช้คำว่า ทามส์มิ่ง เช่น ฟุตบอล กองหน้าที่โหม่งเก่ง เพราะเขากะจังหวะที่ลูกตกได้ถูกต้องทำให้ชิงโหม่งได้ก่อนกองหลัง ผมกำลังจะบอกว่า ฤกษ์ บางครั้งต้องใช้ช่วงจังหวะที่เหมาะสมด้วย ไม่ใช่ เอาแต่ฤกษ์สะดวกอย่างเดียว ไม่งั้นคนโบราณเค้าจะกำหนด ฤกษ์ต่างๆ มาทำไมตั้งมากมาย ทั้งฤกษ์ ออกรบ แต่งงาน ตัดผม ขึ้นบ้านใหม่ เป็นต้น สุภาษิตไทยยังมีเลย คือน้ำขึ้นให้รีบตัก หรือช้าๆได้พร้าเล่มงาม คือ สอนให้เราเลือกช่วงเวลาให้เหมาะสมกับสิ่งที่เราจะทำ แล้วมันจะได้ออกมาดี ไม่ใช่คิดจะทำตอนไหนก็ทำ ถ้าผมคิดผิดตรงไหนคุณทำมะตงหรือคนอื่น ช่วยชี้แนะทางสว่างให้ด้วย ขอบคุณครับ

_________________
ทิพย์สวน 110


Top
 Profile  
 
 Post subject:
PostPosted: Sat Jul 05, 2008 11:36 am 
Offline
Site Admin
Site Admin
User avatar

Joined: Tue Apr 15, 2008 7:49 pm
Posts: 776
Location: The Sky
Image

นิยามของพี่ทิพย์ ก็น่าคิดดีน่ะค่ะ /what ที่ว่า
Quote:
"ฤกษ์ บางครั้งต้องใช้ช่วงจังหวะที่เหมาะสมด้วย ไม่ใช่ เอาแต่ฤกษ์สะดวกอย่างเดียว"

_________________
<a href="http://icyiceberg.bloggang.com" target="_blank" title="icyiceberg.bloggang.com">
<img src="http://www.bloggang.com/data/icyiceberg/picture/1216556163.gif" alt="การให้ธรรมเป็นทาน ย่อมชนะการให้ทั้งปวง"></a>
<a href="http://iceicy.freeforums.org" target="_blank" title="iceicy.freeforums.org"><img src="http://www.bloggang.com/data/icyiceberg/picture/1216556285.gif" alt="สังคมแห่งการแบ่งปัน"></a>


Top
 Profile E-mail  
 
 Post subject:
PostPosted: Sat Jul 19, 2008 12:00 pm 
Offline
เริ่มสนิทกันแล้ว
เริ่มสนิทกันแล้ว

Joined: Wed Jul 16, 2008 9:49 am
Posts: 19
ก็แล้วแต่ความเชื่อนะคะ

ส่วนน้องก็ยังไม่สามารถจะบอกรายละเอียดอะไรได้ เพียงแต่ตั้งข้อสงสัยไว้ในใจมากมาย

ถ้าฤกษ์ยามสำคัญจริง ทำไมพวกฝรั่งเขาสร้างตึกสร้างบ้าน ไม่เห็นต้องมีฤกษ์ยาม แล้วเขาก็ยิ่งรวย
คนไทยดูฤกษ์ดูยาม เห็นยิ่งจน..จน ของเขา ไม่มีฤกษ์แต่งงาน แต่งแล้วเลิกกันบ้าง อยู่กันบ้าง
คนไทยดูฤกษ์ ก็เลิกกันบ้าง อยู่กันบ้าง ก็เห็นเหมือนกันนี่คะ
....โบราณ ว่าดูฤกษ์ออกศึก ก็เห็นแพ้กลับมาก็มาก จะว่าโบราณดูแม่น ก็คงไม่เสมอไปนะคะ
เลยตกลงจะเชื่ออันไหนดีคะเนี่ยยยยย...บอกน้องด้วยค่ะ


Top
 Profile  
 
Display posts from previous:  Sort by  
Post new topic Reply to topic  [ 12 posts ] 

All times are UTC + 7 hours


Who is online

Users browsing this forum: No registered users and 1 guest


You cannot post new topics in this forum
You cannot reply to topics in this forum
You cannot edit your posts in this forum
You cannot delete your posts in this forum

Search for:
Jump to: