Welcome to iceicy.freeforums.org
   แบ่งปันความสุขให้กัน
    Register Portal  •  FAQ  •  Search  •  Login     
It is currently Mon Nov 30, 2009 5:23 pm

All times are UTC + 7 hours




Post new topic Reply to topic  [ 1 post ] 
Author Message
 Post subject: กระดูกทับเส้นประสาท
PostPosted: Tue Sep 15, 2009 9:45 pm 
Offline
ญาติผู้ใหญ่
ญาติผู้ใหญ่

Joined: Wed Jun 11, 2008 7:58 am
Posts: 207
Location: 72/5 หมู่ 6 ซ.ประชาราษฎร์16/2 จ.นนทบุรี
กระดูกทับเส้นประสาท

(ผู้ที่ผ่าตัดบริเวณกระดูกสันหลังมาแล้ว ไม่สามารถรักษาให้หายได้)

สถิติ หญิง 63 คน ชาย 37 คน (สัดส่วนใน 100 คน) (ข้อมูลจริงจากการรักษา)
อาการโดยทั่วไป มีการปวด ตั้งแต่ปวดพอรำคาญ จนถึงปวดอย่างรุนแรง และจะปวดอยู่ตลอดเวลา คนที่ปวดหนักๆ จะทำให้ความดันขึ้นสูง และมีอาการหัวใจโตได้

ลักษณะอาการกระดูกทับเส้นประสาท
1. เป็นใหม่ๆ จะมีอาการปวดอย่างรุนแรง บางคนเดินไม่ได้ บางคนนั่งไม่ได้ บางคนนอนได้ท่าเดียว และจะปวดตลอดเวลา
2. ส่วนใหญ่จะเกิดกระดูกสันหลังเคลื่อนกดทับเส้นประสาทบริเวณเอว ตรงกระเบนเหน็บ แต่จะแสดงอาการปวดรุนแรงที่เหง้าสะโพกหรือตามขา บริเวณขาด้านนอกใกล้หน้าแข้งลงไปถึงข้อเท้า
3. คนที่เป็นมานานกว่า 3 ปีขึ้นไป กระดูกจะบิดจนคดงอหรือทรุดตัวลง เวลาเดินก็อาจจะเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง และจะมีอาการชาตามขา ฝ่าเท้า หรือชาตลอดขาขึ้นมาถึงเอว
4. คนป่วยบางราย ปวดมาก ปวดมากจนรับประทานยาแก้ปวดก็ไม่ทุเลาลง และบางคนปวดรุนแรงถึงขั้นนอนไม่หลับเลยติดต่อกันหลายวัน จนร่างกายทรุดโทรม ผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ รักษาหายแล้วผิวหนังก็กลับมาสู่สีผิวปกติ
5. คนป่วยบางราย เดินได้ แต่ก้มตัวลงไม่ได้ จะเกิดอาการปวดอย่างรุนแรง เวลาเปลี่ยนอิริยาบถต้องค่อยๆบรรจงเปลี่ยน ถ้าเกิดอาการเคลื่อนตัวของกระดูกผิดท่า ก็จะเกิดการปวดอย่างรุนแรง จนเผลอร้องออกมาสุดเสียงทีเดียว

ทำไมผู้หญิงจึงเป็นกระดูกทับเส้นมากกว่าชาย ?
Ø ผู้หญิง ในขณะตั้งครรภ์ ต้องการแคลเซี่ยมมากกว่าปกติ แต่หญิงไทยไม่ค่อยจะสนใจในเรื่องสารอาหาร และไม่มีใครให้ความรู้แก่หญิงไทยในเรื่องสารอาหาร จึงทำให้ขาดสารอาหารโดยไม่รู้ตัว ในขณะตั้งครรภ์จึงไม่เสริมแคลเซี่ยม ทารกในครรภ์จึงดึงเอาแคลเซี่ยมจากกระดูกของมารดาไปสร้างความเจริญเติบโต กระดูกของมารดาจึงกร่อนบางลงเรื่อยๆ พออายุมากขึ้น ทำให้กระดูกเสื่อมและเกิดการกร่อน เคลื่อนตัวกดทับเส้นประสาทได้โดยง่าย
Ø ผู้หญิงต้องเสียเลือดออกมาทุกเดือน ในเม็ดเลือดจะมีสารประกอบของแคลเซี่ยมอยู่มาก ในการสร้างเม็ดเลือด จึงต้องใช้แคลเซี่ยมเป็นตัวประกอบในการสร้าง ถ้าร่างกายขาดแคลเซี่ยม จะทำให้เกิดโรคโลหิตจางได้

สาเหตุกระดูกทับเส้นประสาท
Ø การรับประทานยาปฏิชีวนะ ยาแก้อักเสบ ยาแก้ปวด เป็นประจำติดต่อกันนานเกินไป มีผลข้างเคียงทำให้เยื่อกระดูกบริเวณข้อต่อเสื่อมได้ และมวลกระดูกจะลดลง
Ø การรับประทานอาหารที่ขาดแคลเซี่ยมสะสมมาเป็นเวลานาน ทำให้มวลกระดูกลดลงจนเกิดภาวะกระดูกบาง กระดูกกร่อน
Ø การรับประทานผงชูรสมากเกินไป ทำให้มีผลต่อกระดูก กระดูกเสื่อม
Ø การใช้ร่างกายทำงานหนักเกินกำลัง เช่นยกของหนัก ยกของไม่ถูกลักษณะ ทำให้กระดูกเคลื่อนกดทับเส้นประสาทได้ง่าย
Ø การเกิดอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะหนักหรือเบา ย่อมมีผลต่อร่างกายในอนาคต บางคนเกิดอุบัติเหตุเมื่ออายุ 7 ขวบ อาจจะมีอาการกำเริบแสดงออกเมื่ออายุกว่า 40ปี
Ø การเล่นกีฬา อุบัติเหตุในการเล่นกีฬา นักมวยใช้กำลังเข้าต่อสู้กัน สุดท้าย พออายุมากขึ้น มีผลต่อสุขภาพร่างกายเป็นอย่างมาก
Ø ชาย – หญิง ที่เข้าสู่วัยทอง ฮอร์โมนจะลดลง ถ้าไม่เสริมแคลเซี่ยม แคลเซี่ยมก็จะลดลงไปด้วย ทำให้ร่างกายทรุดโทรม หลังโค้งโก่งงอ กระดูกบาง เปราะ หักง่าย
Ø กรรมพันธุ์ ถ้าบรรพบุรุษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือทั้งสองฝ่ายเคยเป็นโรคเกี่ยวกับกระดูก ลูก หลาน เหลน มีโอกาสที่จะรับการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ในอัตราส่วน 3:1 เสมอไป

การปฏิบัติตนคนเป็นกระดูกทับเส้นประสาท
1. ในระยะเวลา 3 – 6 เดือน หลังจากรักษาหายแล้ว ต้องไม่ตรากตรำงานหนัก เช่นการยกหรือแบกวัตถุที่มีน้ำหนักมาก
2. อย่าเลี้ยงหลาน เพราะมีตัวอย่าง คนป่วยหลายคนที่รักษาหายไปแล้ว วิ่งไล่จับหลาน กลัวหลานจะวิ่งออกไปถูกรถชน ผลสุดท้าย ตัวเองเกิดอาการกระดูกลั่น ต้องหามกันมารักษารอบสอง
3. ให้ใช้กายภาพบำบัดให้ถูกวิธีตามที่ได้แนะนำมา อีกสักระยะหนึ่ง จนกว่าร่างกายจะปรับสภาพกระดูกเข้าเป็นที่เรียบร้อย โดยสังเกตได้จากการเคลื่อนไหวได้เป็นปกติ (มีวีซีดี การบริหารร่างกายสำหรับคนเป็นกระดูกทับเส้นประสาท)
4. ควรรับประทานแคลเซี่ยม เป็นประจำ เพื่อเสริมสร้างกระดูก
5. ระวังอย่าให้เกิดการถูกกระแทกบริเวณข้อต่อ ระวังการล้ม

การรักษาและผลการรักษา
1. ต้องทำการรักษาโดยการประคบยา และรับประทานยาสมุนไพร ควบคู่กันไป ต้องให้ผู้ชำนาญการประคบยาเป็นผู้ประคบจึงจะได้ผลการรักษา และต้องทำการประคบยาให้ต่อเนื่องทุกวัน วันละ 2 เวลา(ครั้งที่ 1 และ 2 ห่างกันประมาณ 1 – 3 ชั่วโมง) จนกว่าจะหายเป็นปกติ
2. กายภาพบำบัดโดยการบริหารร่างกายให้ถูกลักษณะของผู้ป่วยเฉพาะราย ซึ่งแต่ละรายต้องบริหารร่างกายแตกต่างกันไป
3. การรักษาจะได้ผลมากน้อยแค่ไหน อยู่ที่อาการหนักเบา ระยะเวลาของการเป็น และอายุของผู้ป่วย



วิธีประคบยา
การประคบยารักษาคนเป็นกระดูกทับเส้นประสาทนั้น จะใช้ลูกประคบแบบลูกนึ่งเอาไอน้ำร้อนจะรักษาไม่ได้ผล เพราะไม่สามารถใช้กำลังในการขยี้เส้นบริเวณที่กระดูกกดทับเส้นประสาทให้เคลื่อนตัวได้ เพราะลูกประคบแบบนึ่งนั้น เป็นสมุนไพรที่อ่อนตัว
การประคบยาจึงต้องใช้ก้อนอิฐมอญตัดครึ่ง แล้วเผาไฟให้ร้อนจัดจนแดง ห่อด้วยใบพลับพลึง แล้วนำผ้าฝ้ายดำครามมาห่ออีกชั้นหนึ่ง จึงนำไปประคบคนป่วย แต่ก่อนที่จะประคบ ต้องใช้ยาสมุนไพรทาให้ทั่วทั้งตัว แล้วทำการประคบยาไล่ไปตามเส้นจากทางศีรษะไล่ลงไปทางปลายเท้า การประคบ จะทำให้เส้นที่ตึงอ่อนตัวลง แล้งจึงใช้กายภาพบำบัดบริหารร่างกายอีกชั้นหนึ่ง
คนที่ประคบยาที่มีความชำนาญแล้ว ต้องมีอย่างน้อย 3 คน ลงมือประคบพร้อมกัน มิฉะนั้นจะไม่ได้ผล เพราะความร้อนไม่กระจายทั่วทั้งตัว ถ้าคนยังไม่ชำนาญการในการประคบยา ต้องใช้อย่างน้อย 5 คนขึ้นไป
การประคบยา ต้องประคบวันละ 2 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกันประมาณ 1 – 6 ชั่วโมง ประคบวันละครั้งเดียวไม่ได้ผล และเกินสองครั้งก็ไม่ได้ จะทำให้อาการทรุดลง เพราะร่างกายรับไม่ไหว และจะมีอาการปวดเพิ่มขึ้นไปอีก
การประคบยา เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ในตัวเดียวกัน เป็นความละเอียดอ่อน จะทำเป็นเล่นๆไม่ได้ การรักษาจะไม่ได้ผลอะไรเลย ดังนั้นผู้ประคบยา ต้องได้รับการฝึกฝนจนชำนาญแล้ว จึงจะสามารถประคบยาให้ได้ผลได้
(ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดบริเวณกระดูกสันหลังมาแล้ว ไม่มีโอกาสรักษาให้หายได้เลย)

การทำลูกประคบ 3 แบบ
1. ลูกประคบใช้ผ้าขาวห่อว่านสมุนไพร แล้วค้างบนหม้อน้ำร้อน
2. ลูกประคบใช้ผ้าขาวห่อว่านสมุนไพร แล้วค้างบนกระเบื้องที่วางบนเตาไฟ พอร้อน ก็เอามาประคบบิเวณที่ปวด
3. ก้อนอิฐเผาไฟ แล้วห่อด้วยใบพลับพลึงและผ้าฝ้ายดำคราม ก่อนประคบต้องทายาก่อนการประคบยา

แบบที่ 1 ใช้หม้อดิน หรือหม้อที่สามารถผูกผ้าได้ที่ปากหม้อ แล้วเจาะรูเล็กๆที่ผ้าข้างปากหม้อ เพื่อให้ไอน้ำมีทางออก แล้วเอาห่อว่านขึ้นวาง เพื่อรับความร้อนจากไอน้ำที่ขึ้นมา กะว่าพอร้อน แล้วเอามาประคบคนป่วย และทุกๆ 2 วันก็แก้ห่อผ้าออก แล้วคลุกเคล้าว่านให้เข้ากันใหม่ จึงใช้ต่อไป จนกว่าว่านจะหมดคุณภาพ โดยสังเกตว่า ว่านใกล้จะสุกหมดแล้ว
ปัจจุบันมักจะทำกันผิดๆ โดยเอาลูกประคบนึ่งปิดฝา จนว่านสุกไปหมด ซึ่งทำให้หมดฤทธิ์ยา
เหลือแต่กากว่านที่ตายแล้ว ไม่มีประสิทธิภาพทางยาแต่อย่างใด เป็นการทำที่ไม่รู้เรื่องการประคบยาที่แท้ๆจากโบราณ การรักษาจึงไม่ได้ผล //ฯ

bansha@truemail.co.th

_________________
หมอบัญชา


Top
 Profile  
 
Display posts from previous:  Sort by  
Post new topic Reply to topic  [ 1 post ] 

All times are UTC + 7 hours


Who is online

Users browsing this forum: No registered users and 1 guest


You cannot post new topics in this forum
You cannot reply to topics in this forum
You cannot edit your posts in this forum
You cannot delete your posts in this forum

Search for:
Jump to:  
cron