Welcome to iceicy.freeforums.org
   แบ่งปันความสุขให้กัน
    Register Portal  •  FAQ  •  Search  •  Login     
It is currently Mon Nov 30, 2009 5:24 pm

All times are UTC + 7 hours




Post new topic Reply to topic  [ 11 posts ] 
Author Message
 Post subject: แก้อาการโรคท้องผูก ได้ยัีงไงค่ะ?
PostPosted: Tue Jul 29, 2008 2:22 am 
Offline
Site Admin
Site Admin
User avatar

Joined: Tue Apr 15, 2008 7:49 pm
Posts: 776
Location: The Sky
วันนี้ไอซ์พาแม่ไปซื้อยา .... แม่ไอซ์ระบบขับถ่ายไม่ดีค่ะ ท้องผูกเป็นประจำ
ทั้งที่ว่าท่านก็ทานผักผลไม้เป็นประจำ .... แต่ท่านก็ยังท้องผูกอยู่เลยน่ะค่ะ ไอซ์ไม่รู้จะช่วยท่านยังไงดีน่ะค่ะ :cry:
วันนี้ท่านก็บ่นว่าแน่นท้องและก็ปวดท้องด้วยน่ะค่ะ ...
ไอซ์ไม่รู้จะแนะนำวิธีไหนท่านให้หายจากอาการโรคท้องผูกได้สักทีน่ะค่ะ

รบกวนคุณหมอและผู้รู้้ ช่วยตอบปัญหาโรคท้องผูกหรือมีวิธีดีดี ช่วยแนะนำ ให้ไอซ์หน่อยน่ะค่ะ
ขอบคุณไว้ล่วงหน้าน่ะค่ะ... :lol:

_________________
<a href="http://icyiceberg.bloggang.com" target="_blank" title="icyiceberg.bloggang.com">
<img src="http://www.bloggang.com/data/icyiceberg/picture/1216556163.gif" alt="การให้ธรรมเป็นทาน ย่อมชนะการให้ทั้งปวง"></a>
<a href="http://iceicy.freeforums.org" target="_blank" title="iceicy.freeforums.org"><img src="http://www.bloggang.com/data/icyiceberg/picture/1216556285.gif" alt="สังคมแห่งการแบ่งปัน"></a>


Top
 Profile E-mail  
 
 Post subject:
PostPosted: Tue Jul 29, 2008 7:39 pm 
Offline
Site Admin
Site Admin
User avatar

Joined: Tue Apr 15, 2008 11:18 pm
Posts: 774
มะละกอสุกช่วยแก้โรคท้องผูกได้นะ

_________________
เจค็อบ "ไม่มีสิ่งใดตายอย่างแท้จริงหรอก
จักรวาลไม่เคยสูญเสียสิ่งใด
ทุกอย่างแค่แปรเปลี่ยนสภาพไปเท่านั้น"


Top
 Profile  
 
 Post subject:
PostPosted: Tue Jul 29, 2008 8:00 pm 
Offline
ญาติผู้ใหญ่
ญาติผู้ใหญ่

Joined: Wed Jun 11, 2008 7:58 am
Posts: 207
Location: 72/5 หมู่ 6 ซ.ประชาราษฎร์16/2 จ.นนทบุรี
ที่ผมมียาจำหน่าย เป็นยาปรับลำไส้ กล่องละ 150.- บาท แก้มะเร็งลำไส้และริดสีดวงทวารได้ด้วย

การที่ท้องผูก แสดงว่า ในแต่ละวันดื่มน้ำน้อยมาก ทำให้ทุกระบบในร่างกายแปรปรวน เพราะปริมาณน้ำในร่างกายไม่เพียงพอในการรักษาความสมดุลย์ของธาตุทั้งสี่ในร่างกาย วันหนึ่งๆต้องดื่มน้ำ ลิตรครึ่งขึ้นไปจึงจะดี แล้วระบบในร่างกายจะปรับสภาพ ทำให้ไม่เป็นเบาหวาน โรคหัวใจ ความดัน อาการไข้ และท้องไม่ผูก การดื่มน้ำ ให้เริ่มแก้วแรกดื่มในขณะที่ตื่นนอนทันที 1 แก้ว ประมาณ 300 มิลลิลิตรโดยยังไม่ต้องแปรงฟันนั่นแหละ ใหม่ๆบางคนอาจจะรังเกียจปากตัวเอง แต่พอสักระยะหนึ่งจะปรับตัวได้เอง จากนั้นก็ทะยอยดื่มไปเรื่อยๆทั้งวัน อย่าให้ร่างกายขาดน้ำ โรคกระเพาะที่เคยเป็นก็จะหายไปด้วยอย่างน่าอัศจรรย์

ใบยอ สัก 3 ใบ นำมานึ่งจิ้มน้ำพริกรับประทาน ตื่นเช้ามาได้ผลแน่นอน ใบยอในห่อหมกก็ได้ แต่ต้องกินใบยอ กะประมาณสักสามใบนั่นแหละ ถ่ายสะดวกและไม่ปวดท้อง แต่ถ้าเป็นมะขามเปียกหรือมะขามดิบจะปวดท้อง ลูกสมอไทยก็ถ่ายดี แต่อาจจะหายากถ้าไม่ใช่ฤดูกาลของเขา

_________________
หมอบัญชา


Top
 Profile  
 
 Post subject:
PostPosted: Wed Jul 30, 2008 1:03 am 
Offline
Site Admin
Site Admin
User avatar

Joined: Tue Apr 15, 2008 7:49 pm
Posts: 776
Location: The Sky
Quote:
ขอบคุณค่ะพี่ไทเท ที่แนะนำ เรื่องให้ท่านทานมะละกอ


ท่านทานมะละกอทุกวันเป็นประจำค่ะ แต่ตัวท่านบอกกับไอซ์ว่า ท่านเป็นคนธาตุหนัก ก็เลยขับถ่ายยากน่ะค่ะ
แต่ยังไงไอซ์จะบอกให้ท่านทานให้เยอะแล้วกันน่ะค่ะ


Quote:
ไอซ์ต้องขอบคุณ คุณหมอน่ะค่ะ เรื่องแนะนำวิธีแก้อาการโรคท้องผูกของคุณแม่ไอซ์น่ะค่ะ


ไอซ์จะบอกให้ท่่านทำตามวิธีของคุณหมอโดยให้ท่านดื่มน้ำในปริมาณและดื่มในเวลาที่ถูกต้อง
คือ "ให้เริ่มแก้วแรกดื่มในขณะที่ตื่นนอนทันที 1 แก้ว ประมาณ 300 มิลลิลิตร โดยยังไม่ต้องแปรงฟันนั่นแหละ"
และวันหนึ่งๆต้องดื่มน้ำ ลิตรครึ่งขึ้นไป ทะยอยดื่มไปเรื่อยๆทั้งวัน

ส่วนที่คุณหมอบอกว่า อย่าให้ร่างกายขาดน้ำ จะทำให้่เป็นเบาหวาน โรคหัวใจ ความดัน อาการไข้ และท้องผูกได้

ตอนนี้คุณแม่ของไอซ์ท่านก็เป็นโรคความดันด้วยน่ะค่ะ อย่าให้บอกค่ะ หลายโรคเลย ไอซ์หละเป็นห่วงท่านค่ะ /shame


ส่วนสูตรพิเศษของ
คุณหมอ ให้ท่านทานใบยอ 3 ใบ ไอซ์จะรีบไปบอกท่านน่ะค่ะ ได้ผลยังแล้วจะนำข่าวมาบอกน่ะค่ะ
"ดีจังเลยค่ะ.... ท่านจะได้ถ่ายสะดวกและไม่ปวดท้องน่ะค่ะ"


Quote:
ส่วนยาปรับลำไส้ กล่องละ 150.- บาท ( คุณแม่ไอซ์ต้องทานด้วยหรือป่าวคะคุณหมอ ) ?

หุหุห.... ลูกสมอไทย เป็นยังไงอ่ะค่ะ เป็นผักหรือผลไม้ค่ะ? /shocked

ทำไมคนเรา ต้องไม่เหมือนกันด้วยหละค่ะ มีทั้งธาตุหนัก และก็ธาตุเบาน่ะค่ะ?

ไอซ์ขอถามอีกเรื่องน่ะค่ะ อาการโรคท้องผูกของคุณแม่ไอซ์ มีผลมากจากอายุที่มากขึ้นของท่านด้วยหรือเปล่าค่ะ? /horror





_________________
<a href="http://icyiceberg.bloggang.com" target="_blank" title="icyiceberg.bloggang.com">
<img src="http://www.bloggang.com/data/icyiceberg/picture/1216556163.gif" alt="การให้ธรรมเป็นทาน ย่อมชนะการให้ทั้งปวง"></a>
<a href="http://iceicy.freeforums.org" target="_blank" title="iceicy.freeforums.org"><img src="http://www.bloggang.com/data/icyiceberg/picture/1216556285.gif" alt="สังคมแห่งการแบ่งปัน"></a>


Top
 Profile E-mail  
 
 Post subject:
PostPosted: Wed Jul 30, 2008 1:30 am 
Offline
ผู้ดูแลฟอรั่ม
ผู้ดูแลฟอรั่ม
User avatar

Joined: Thu Apr 17, 2008 6:45 pm
Posts: 691
Image
ภาวะท้องผูก ท้องผูกเรื้อรัง / Constipation

ท้องผูก หมายถึง อาการถ่ายอุจจาระลำบาก ซึ่งมักร่วมด้วยการมีอุจจาระแข็ง กากอาหารที่เคลื่อนมาถึง
ลำไส้ใหญ่ใหม่ๆ จะยังค่อนข้างเหลวและมีน้ำอยู่มาก สำไส้ใหญ่จะดูดน้ำและสารบางอย่างกลับเข้าสู่ร่างกาย
ทำให้อุจจาระแห้งขึ้นและเป็นรูปร่างหรือเป็นก้อนมากขึ้น ถ้าอุจจาระค้างอยู่ในลำไส้นานๆ หรือร่างกายมี
ภาวะขาดน้ำ น้ำในลำไส้ใหญ่จะถูกดูดกลับมากขึ้น ทำให้อุจจาระแข็งยิ่งขึ้น
อาการท้องผูกอาจเกิดได้จากสาเหตุหลายประการ เช่น อุปนิสัยในการถ่ายอุจจาระ การขาดการ เคลื่อนไหว
หรือออกกำลังกาย (เช่น ผู้ที่นั่งทำงานอยู่กับที่ทั้งวัน ผู้ป่วยที่นอนอยู่กับเตียงเป็นเวลานานๆ) รับประทาน
อาหารหรือยาบางอย่างที่ลดการเคลื่อนไหวของลำไส้ ขาดฮอร์โมนบางอย่าง (เช่น ฮอร์โมนของต่อมธัยรอยด์) ภาวะขาดน้ำ เป็นต้น

ประเด็นสำคัญ
พบว่ามีความเข้าใจผิดๆเกี่ยวกับอาการท้องผูกมาก กล่าวคือ ส่วนใหญ่ฝังใจการการเรียนว่า ควรถ่ายอุจจาระ
เป็นประจำทุกวัน แต่ความจริงมีว่า ท้องผูกคืออาการที่อุจจาระแห้ง แข็ง ถ่ายลำบาก การใช้ยาถ่าย ยาระบาย
มากเกินไป ทำให้เกิดการติดเป็นนิสัยได้ มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นสาเหตุของท้องผูกได้เช่นกัน เพราะก้อนเนื้อโต
ขวางทางไว้
การรับประทานอาหารที่มีเส้นใยอาหารเป็นประจำ มีผลดีต่อการทำงานของลำไส้ใหญ่ แก้ปัญหาท้องผูกได้ดีมาก


ท้องผูกคืออะไร ?
ท้องผูกคือสภาพที่การถ่ายอุจจาระเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากอุจจาระอยู่ในสภาพที่แห้ง แข็ง
เป็นก้อนเล็กก้อนน้อยเหมือนขี้แพะ
จะเห็นว่า ความสำคัญอยู่ที่สภาพของอุจจาระมากกว่าที่จะเป็นความถี่ในการอุจจาระ คนมักจะเข้าใจว่า
คนเราควรถ่ายอุจจาระเป็นประจำทุกวัน ซึ่งความจริงไม่จำเป็น ตราบใดที่การถ่ายอุจจาระแต่ละครั้งเป็นไป
อย่างราบรื่น ไม่สร้างความทรมาน เจ็บปวดแก่ผู้นั้น


สาเหตุของท้องผูก
- การอั้นอุจจาระเป็นประจำ ทำให้นิสัยการถ่ายเสียไป เพราะตามปกติ เมื่อมีอุจจาระไปรอที่บริเวณลำไส้ใหญ่
ส่วนปลาย จะมีกระแสประสาทกระตุ้นเตือนให้เกิดการถ่าย แต่ถ้าอั้นไว้บ่อยๆ ระบบนี้ก็จะเสียไป ทำให้อุจจาระ
สะสมในลำไส้ใหญ่นานเกินไป น้ำในอุจจาระจะถูกดูดกลับมากเกินไป ทำให้อุจจาระแห้งแข็ง
- รับประทานอาหารที่มีเส้นใยอาหารน้อยเกินไป
- การใช้ชีวิตแบบเฉยๆ เฉื่อยๆ นั่งๆนอนๆ ขาดการออกกำลังกาย หรือผู้ป่วยที่ต้องนอนพักบนเตียงติดต่อกันนานๆ
- รับประทานน้ำน้อยเกินไปในแต่ละวัน
- ความเครียด ข้อนี้ค่อนข้างแปลก เนื่องจากในบางคนความเครียดทำให้ท้องเสียได้เช่นกัน
- ยาบางชนิด ได้แก่
ยาแก้ปวดผสมโคเดอีนหรือฝิ่น
ยาแก้โรคซึมเศร้า เช่น Amitriptylene, Fluoxetine, Imipramine
ยาแก้ชัก เช่น Phenytoin, Carbamazepine
ยาบำรุงเลือด ประเภทธาตุเหล็ก
ยารักษาโรคหัวใจ เช่น Diltiazem, Nifedipine
ยาลดกรดที่มีเกลืออลูมิเนียม
การใช้ยาระบายประเภทที่กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ใหญ่เป็นประจำ จนกระทั่งเกิดการติดยา ไม่สามารถ
หยุดยาได้ มีแต่จะต้องเพิ่มปริมาณยามากขึ้นเรื่อยๆ
- โรคภัยไข้เจ็บบางชนิด เช่น Diverticulosis, Irritable Bowel Syndrome, มะเร็งลำไส้ใหญ่, โรคของต่อมธัยรอยด์


การรักษา
ควรพิจารณาจากสาเหตุข้างบน และแก้ไข โดยมีแนวทางดังนี้

ทานอาหารที่มีเส้นใยอาหารมากๆ ได้แก่ ผัก ผลไม้ ซึ่งนอกจากจะแก้ปัญหาท้องผูกแล้ว ยังมีผลดีต่อการลด
โอกาสการเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และช่วยควบคุมโรคเบาหวาน ไขมันในเส้นเลือดสูง ด้วย กรณีที่ไม่
สามารถทานได้ ก็ควรเสริมด้วยผลิตภัณฑ์อาหารเสริมประเภทเส้นใยอาหาร ออกกำลังกายเป็นประจำ
ดื่มน้ำให้เพียงพอ ฝึกการถ่ายให้เป็นนิสัย ไม่อั้น ถ้ามีสัญญาณการถ่ายควรรีบถ่ายอุจจาระทันที เมื่อถึงเวลา
ถ่ายอุจจาระ ไม่ควรอ่านหนังสือ หรือทำอะไรอย่างอื่นๆ
จัดท่านั่งถ่ายให้ถูกต้อง คือ กรณีที่เป็นส้วมชักโครก ควรโค้งตัวไปด้านหน้าเล็กน้อย เพื่อให้มีแรงเบ่งมากขึ้น
เปลี่ยนทัศนคติเรื่อง "การถ่ายอุจจาระทุกวัน" เพราะท้องผูกขึ้นกับสภาพอุจจาระไม่ใช่ความถี่
พิจารณาใช้ยาระบายที่เหมาะสม โดยถือเป็นทางเลือกสุดท้าย ถ้าจำเป็นต้องใช้ ไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน

การรักษา อาการท้องผูกให้หายขาด คงต้องพิจารณาหาสาเหตุและแก้ไขให้ตรงจุดเป็นกรณีๆ ไป
การรักษาเฉพาะหน้าอาจทำได้โดย เพิ่มอาหารที่มีกากหรือเส้นใยมากขึ้น หรือ รับประทานยาระบาย หรือ
สวนอุจจาระหรือเหน็บยาระบายทางทวารหนัก ไม่ควรรับประทานยาระบายบ่อยๆ เพราะจะทำให้ลำไส้
เคยชินต่อยากระตุ้นได้ง่าย ทำให้ต้องรับประทานเป็นประจำและอาจต้องเพิ่มขนาดของยา
ถ้าจำเป็นควรใช้การสวนหรือยาเหน็บทางทวารหนักจะดีกว่า

ผักและผลไม้ที่มีกากใยอาหารมากและเป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย คือ พรุน ส้ม มะละกอ ผักคะน้า ผักกวางตุ้ง
ผักโขม ข้าวกล้อง ฯลฯ โดยเฉพาะพรุนนั้น เป็นผลไม้ที่มีไฟเบอร์มากเป็นพิเศษ และยังเป็นไฟเบอร์ชนิดละลาย
น้ำได้ ทางการแพทย์จึงนิยมใช้พรุน ซึ่งเป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์เป็นยาระบายตามธรรมชาติแก้ไขอาการท้องผูก

นอกจากนี้ พรุนยังเป็นผลไม้ที่ให้ผลทางด้านโภชนบำบัด สำหรับคนที่มีปัญหาทางระบบขับถ่ายริดสีดวงทวาร
และโรคระบบทางเดินอาหาร เช่น โรคลำไส้โป่งพองได้เป็นอย่างดี การรับประทานลูกพรุนนั้น ไม่ว่าจะรับ
ประทานเป็นพรุนสด หรือพรุนสกัดเข้มข้นก็มีส่วนช่วย ให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติได้ แต่แพทย์ไม่แนะนำให้รับ
ประทานพรุนแห้ง เนื่องจากในพรุนแห้ง จะมีส่วนผสมของน้ำตาลค่อนข้างมาก ซึ่งถ้าบริโภคมากอาจทำให้เกิดโรคอ้วนตามมาได้

ส่วนข้อดีของการรับประทานพรุน นอกจากจะช่วยในเรื่องระบบการขับถ่ายแล้ว คุณแม่ยังจะได้รับวิตามินและ
เกลือแร่ต่างๆ อีกหลายชนิด ซึ่งสามารถช่วยป้องกัน และแก้ไขอาการของโรคอื่น ๆ ได้ด้วย เช่น ช่วยลด
โคเลสเตอรอล ช่วยลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยขจัดสารพิษที่ตกค้างในลำไส้ ให้ออกจากร่างกายได้เร็วขึ้น
ช่วยป้องกันโรคลำไส้ใหญ่อักเสบ และโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ นอกจากนี้พรุนยังมีธาตุเหล็ก ช่วยป้องกันภาวะโลหิตจางในคุณแม่หลังคลอดด้วย

นอกเหนือจากจะเพิ่มการรับประทานอาหาร ที่มีกากใยอาหาร ให้มากขึ้นแล้ว ควรดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย
วันละ 6-8 แก้ว เพื่อให้กากใยอาหารที่ได้รับเข้าไปทำงานได้ดีขึ้น ควบคู่กับ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
เพื่อที่ลำไส้จะได้มีการเคลื่อนไหว และสามารถขับเอากากอาหารออกจากร่างกายได้ง่ายขึ้น ที่สำคัญคือ ต้อง
พยายามฝึกตนเองให้ขับถ่ายเป็นเวลา จะเป็นช่วงเช้าหรือเย็นก็ได้ เพื่อที่ลำไส้จะได้เกิดความเคยชินกับการขับถ่ายเป็นเวลา

การป้องกัน
- ฝึกถ่ายอุจจาระให้เป็นเวลา จะช่วยกระตุ้นการขับถ่ายได้
- รับประทานอาหารที่มีกากหรือเส้นใย เช่น ผัก ผลไม้ มากขึ้น
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกล้ามเนื้อบริเวณท้อง
- การไม่ถ่ายอุจจาระเพราะไม่มีกากอาหาร เนื่องจากรับประทานอาหารไม่ได้ หรือ รับประทานอาหารที่ไม่มีกากไม่เรียกว่าท้องผูก


Top
 Profile  
 
 Post subject:
PostPosted: Wed Jul 30, 2008 1:34 am 
Offline
ผู้ดูแลฟอรั่ม
ผู้ดูแลฟอรั่ม
User avatar

Joined: Thu Apr 17, 2008 6:45 pm
Posts: 691
คำถามและข้อสงสัยที่พบได้บ่อยในเรื่องท้องผูก

ถาม. ส่วนใหญ่เราจะพบว่าคนไข้มักจะใช้ยาระบาย ถือว่าเป็นการแก้ไขที่ถูกต้องหรือไม
ตอบ การใช้ยาถ่ายหรือยาระบายในช่วยสั้นๆ ถือว่า ไม่เป็นไรสามารถใช้ได้ แต่ไม่ควรใช้ในระยะยาว ควร
รีบมาพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ

ถาม. วิธีการรักษาในปัจจุบันสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะท้องผูกเรื้อรัง
ตอบ ก่อนอื่น แพทย์จะทำการซักประวัติ ถ้าในรายที่แพทย์คิดว่ามีอาการผิดปกติของตัวลำไส้ใหญ่ หรือยัง
บอกไม่ได้ชัดเจน แพทย์อาจจะมีการเจาะเลือด หรือแนะนำให้มีการตรวจเพิ่มเติมพิเศษ เช่น การสวนแป้ง
การใช้กล้องส่องทางทวาร ซึ่งสามารถตรวจได้ทั้งหมด หลังจากที่ทราบว่าเกิดจากสาเหตุของอะไร อาจจะมี
ความจำเป็นที่จะต้องตรวจเพิ่มเติม เช่น ตรวจการทำงานของตัวลำไส้ใหญ่ เพื่อดูการทำงานของตัวลำไส้ใหญ่
จริงๆการรักษาเรายังต้องเน้นในการปฏิบัติตนของตัวคนไข้ที่จะต้องช่วยกับแพทย์ในรายที่ไม่พบสาเหตุที่
ชัดเจน การรักษาจะประกอบไปด้วย
1. ให้ปรับปรุงอุปนิสัย เช่น รับประทานอาหารที่มีกากมากขึ้น ดื่มน้ำ 6- 8 แก้ว ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
หรือ รับประทานอาหารบางชนิด เช่น การดื่มน้ำลูกพรุน
2. ให้รับประทานยาระบาย บางชนิดที่มีความปลอดภัย ซึ่งจะต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์
3. การผ่าตัด ในกรณีที่พบว่ามีการเคลื่อนไหวของตัวลำไส้ใหญ่ที่ช้ามาก อาจจะต้องตัดลำไส้ออก

ถาม. มีภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยหรือไม่
ตอบ ปัญหาใหญ่ ก็คือ คนไข้จะรู้สึกรำคาญ อึดอัดในช่องท้อง ท้องอืด เบื่ออาหาร ปวดท้อง ทำให้รับประทาน
อาหารน้อยลง และบางรายอุจจาระที่ถ่ายไม่ออกหลายๆวันจะไปอุดตันจนไม่สามารถถ่ายออก จะมีอาการต่างๆ
ข้างต้น บางครั้ง ถ้าลำไส้อุดตันอาจจะมีอาการท้องเสียตามมาด้วย ในบางราย ( พบน้อย ) อาจะทำให้มีอาการ
ลำไส้โป่งพองมาก มีโอกาสแตกทะลุ นอกจากนั้นอาจจะทำให้มีการสูญเสียเกลือแร่และน้ำ

ถาม. วิธีการป้องกันไม่ให้เกิดอาการท้องผูกควรทำอย่างไร
ตอบ ประการสำคัญ ก็คือ เรื่องของอุปนิสัยของการกินอาหารและการดื่มน้ำ จะเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่ง
ถ้าพยายามปรับเปลี่ยนอุปนิสัย เช่น ถ้าไม่ชอบรับประทานอาหารที่มีกาก อาจจะต้องเปลี่ยนแปลงการรับ
ประทานอาหารที่มีกากให้มากขึ้น เช่น ผัก ผลไม้ พยายามดื่มน้ำ ออกกำลังกายให้มากขึ้น นอกจากนี้ ควร
จะต้องดูสาเหตุเสริมว่า อะไรเป็นสาเหตุเสริมที่ทำให้เกิดอาการท้องผูกก็ควรหลีกเลี่ยงสาเหตุต่างๆเหล่านั้น
และที่สำคัญควรตรวจเช็คสุขภาพประจำปี ก็สามารถบอกได้ว่า ที่มีสาเหตุเสริมที่ทำให้เกิดอาการท้องผูก
เสริมอื่นๆอีกหรือไม่ นอกจากนี้ อาจจะต้องสังเกตตัวเองเสริมสักนิดว่า ขณะที่มีภาวะอาการท้องผูกแล้วยังมี
ภาวะอื่นๆแทรกซ้อนอีกหรือไม่ ถ้ามีควรรีบมาพบแพทย์

ถาม. ข้อแนะนำช่วงท้ายรายการ
ตอบ อาการท้องผูก เป็นอาการที่เราพบบ่อยมาก ซึ่งสาเหตุที่เกิดขึ้นอาจเป็นสามารถที่เราสามารถป้องกัน
กันได้ โดยการปฏิบัติตัวอย่างง่ายๆ ที่กล่าวไปข้างต้น แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ ถ้ามีอาการท้องผูกร่วมกับอาการ
ผิดปกติ อาทิ ปวดท้องมาก น้ำหนักลด ถ่ายเป็นมูกเลือด บางครั้งมีประวัติครอบครัวที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง
ลำไส้ใหญ่ กลุ่มนี้ต้องระมัดระวังให้มากขึ้น ถ้ายังมีอาการอยู่ไม่สามารถรักษาได้ด้วยตัวเอง และยังมีอาการ
บ่งบอกถึงภาวะหรือโรคบางโรคที่จำเป็นต้องขอคำปรึกษาจากแพทย์ สุดท้าย การรักษาสุขภาพจิตและกาย
ให้ดีไม่เป็นคนที่เครียดง่ายจะช่ววยให้ภาวะโรคทุกโรคลดน้อยลงครับ

ถาม. ลักษณะอาการอย่างไรถึงจะเรียกว่าอาการท้องผูก
ตอบ ผมเชื่อว่าท่านผู้ฟังคงไม่ปฎิเสธว่า น้อยคนจะไม่เคยประสบปัญหาอาการท้องผูกเลย จริงๆท้องผูกเป็น
ปัญหาเรื่องของอาการมากกว่าที่จะเรียกว่าเป็นโรค อาการท้องผูกนั้น หมายถึง คนไข้มีภาวะผิดปกติของการ
ถ่ายอุจจาระ ซึ่งประกอบไปด้วยลักษณะที่สำคัญ คือ จำนวนครั้งของการถ่ายอุจจาระน้อยผิดปกติ โดยทั่วไป
น้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ก็ถือว่าผิดปกติ โดยที่การถ่ายอุจจาระนั้นๆมีลักษณะเป็นก้อนที่แข็งขึ้น หรือเป็น
ก้อนที่เล็กลง จริงๆแล้วความชุกของอาการท้องผูกเราพบได้ประมาณร้อยละ 5 - 20 และพบในผู้หญิงมาก
กว่าผู้ชาย โดยเฉพาะผู้หญิงตั้งแต่วัยกลางคนขึ้น ในกลุ่มที่พบบ่อยอีกกลุ่มก็คือ กลุ่มผู้สูงอายุ โดยอายุมากกว่า
60- 65 ปีขึ้นไปบางคนอาจจะมีความแตกต่างกันในเรื่องของเชื้อชาติอีกด้วย ซึ่งจะพบกลุ่มคนผิวดำมากกว่า
คนผิวขาว นอกจากนั้นปัจจัยแวดล้อมก็อาจจะมีภาวะท้องผูกได้ เช่น ถิ่นที่อยู่อาศัย สภาพอากาศที่หนาวเย็น
หรือเศรษฐานะ

ถาม. สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการท้องผูกนอกจากที่เรียนข้างต้นแล้ว ยังมีสาเหตุอื่นๆร่วมอีกด้วยหรือไม่
ตอบ จริงๆแล้วสาเหตุที่เราพบบ่อยๆ
1. เรื่องของการปฏิบัติตัว มีคนไข้จำนวนไม่น้อยที่ชอบรับประทานอาหารที่ไม่ค่อยมีกากผสม เช่น
ไม่ค่อยรับประทานผักเลย หรือดื่มน้ำน้อยมาก หรือไม่ชอบออกกำลังกาย เป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการ
ท้องผูกได้ง่ายๆ ซึ่งหมายถึงผู้ป่วยที่มีลักษณะสิ่งแวดล้อมที่ไม่ยอมช่วยเหลือตัวเอง
2. เรื่องของยา ปรากฏว่ามีคนไข้จำนวนไม่น้อยที่มีสาเหตุมาจากการรับประทานยา เนื่องจากในปัจจุบัน
มีความจำเป็นที่ต้องอาศัยยากันเยอะ เพราะคนไข้ที่สูงอายุมีความจำเป็นที่ต้องใช้ยาค่อนข้างเยอะ ไม่ว่า
จะเป็นยาคลายเครียด ยาแก้โรคซึมเศร้า ยาแก้ความดันสูง ยาลดกรด เป็นต้น
3. มีภาวะบางภาวะที่ร่างกายมีโรคประจำโรคอื่นอยู่แล้วทำให้เกิดอาการท้องผูก เช่น โรคเบาหวาน
นอกจากนี้ ยังมีโรคของระบบประสาท นอกจากนี้อาจจะมีภาวะที่สำคัญ เช่น ก้อนเนื้องอก หรือมะเร็ง
เข้าไปอุดกั้นบริเวณลำไส้ ทำให้ถ่ายอุจจาระไม่ออก จึงให้คนไข้ท้องผูก สุดท้ายอาจจะไม่พบสาเหตุ
นอกจากนี้ อาจจะเป็นสาเหตุที่เราพบได้น้อย เช่น คนไข้มีภาวะการเคลื่อนไหวของตัวลำไส้น้อยลง
มีการทำงานของส่วนอุ้งเชิงกรานในการขับถ่ายอุจจาระผิดปกติ

ถาม. ในกลุ่มของผู้สูงอายุที่มีภาวะท้องผูกเราถือเป็นอาการผิดปกติหรือไม่
ตอบ ในกลุ่มของคนไข้ที่สูงอายุมีโอกาสที่จะพบภาวะท้องผูกสูงขึ้น ซึ่งมีสาเหตุหลายสาเหตุด้วยกัน คือ
1. ผู้สูงอายุมักรับประทานอาหารน้อยลง บางคนจะรับประทานอาหารที่มีกากใยไม่ค่อยได้
2. ดื่มน้ำน้อยลง
3. ผู้สูงอายุมักจะมีภาวะของโรคอยู่หลายๆโรค ที่ทำให้มีโอกาสท้องผูกได้ง่าย เช่น โรคเบาหวาน
4. มีความรับรู้ความรู้สึกของตัวลำไส้น้อยลงที่เป็นไปตามอายุมากขึ้น นอกจากนี้คนสูงอายุยังมีโอกาส
ของการเกิดโรคที่ไม่พึงปรารถนาได้หลายโรค เช่น โรคมะเร็ง โรคพาร์กินสัน หรือการทำงานของต่อม
บางอย่างที่ผิดปกติไป ถือว่าอาจจะเป็นสาเหตุเสริม

ถาม. การแก้ไขเบื้องต้นที่เหมาะสมและถูกต้อง
ตอบ เบื้องต้น ให้ดูที่สาเหตุก่อนว่า เป็นมานานแล้วหรือยัง โดยทั่วๆไปถ้าคนไข้มีอาการท้องผูกค่อยข้างนาน
โอกาสที่จะเป็นโรคที่ไม่พึงปรารถนา เช่น โรคมะเร็ง จะมีโอกาสน้อย ส่วนมากในกลุ่มคนไข้ที่เป็นมานานมัก
จะเป็นอาการท้องผูกเรื้อรัง ส่วนในคนไข้ที่พึ่งมีอาการให้ดูสาเหตุก่อนว่ามีปัจจัยอะไรที่ทำให้เกิดอาการ
ท้องผูกหรือไม่ เช่น เรื่องยา นอกจากนี้อาจจะดูด้วยว่า เรามีอาการผิดปกติอย่างอื่นร่วมด้วยที่อาจจะต้อง
ระหว่าง เช่น ปวดท้องมาก ถ่ายเป็นมูกเลือด น้ำหนักลด

โดย ผศ.นพ. สมชาย ลีลากุศลวงศ์ ภาควิชาอายุรศาสตร์


ที่มา http://www.thailabonline.com/sec51constipation.htm


Top
 Profile  
 
 Post subject:
PostPosted: Wed Jul 30, 2008 1:36 am 
Offline
ผู้ดูแลฟอรั่ม
ผู้ดูแลฟอรั่ม
User avatar

Joined: Thu Apr 17, 2008 6:45 pm
Posts: 691
ท้องผูกรักษาด้วยวิธีธรรมชาติ

สมจิตร์ วงศ์บรรเจิดแสง
ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพ

หลายท่านอาจคิดว่าท้องผูกไม่มีอันตรายต่อสุขภาพ แต่ที่จริงแล้วหากมีการคั่งค้างของอุจจาระนานๆ ในลำไส้ จะเกิดการบูดเน่าและสารพิษเกิดขึ้น
ซึ่งสารพิษเหล่านี้จะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ ทำให้เป็นอันตรายต่อสุขภาพและเป็นสาเหตุให้เกิดริดสีดวงทวาร ทวารหนักตีบตันและฝีคัณฑสูตร เป็นต้น
นอกจากนี้ยังเป็นสาเหตุให้เกิดความอยากอาหารลดลง เนื่องจากแน่นอึดอัดท้องไม่สุขสบายเกิดแก๊สและท้องอืดได้
การป้องกันและแก้ไขอาการท้องผูกด้วยวิธีธรรมชาติ
1. หลังตื่นนอนตอนเช้าควรดื่มน้ำอุ่นๆ 1 แก้ว จะช่วยให้อยากถ่ายอุจจาระและถ่ายง่ายขึ้น
2. ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8 - 10 แก้ว เพื่อให้อุจจาระนุ่มและถ่ายง่าย
3. ฝึกการทำงานของลำไส้ใหญ่ โดยขับถ่ายอุจจาระเป็นเวลาหลังตื่นนอนและไม่ควรกลั้นอุจจาระ เข้าห้องส้วมทันทีเมื่อปวดอุจจาระ
4. แนะนำให้รับประทานผักและผลไม้มากๆ เพื่อช่วยเพิ่มกากอาหารให้ขับถ่ายง่าย เช่น มะละกอสุก น้ำลูกพรุน น้ำมะขาม เป็นต้น
5. ออกกำลังกาย เช่น เดิน วิ่ง กายบริหารอย่างสม่ำเสมอ ประมาณวันละ 20 - 30 นาที อย่างน้อย 3 - 4 ครั้งสัปดาห์
เพราะการออกกำลังกายเป็นการกระตุ้นให้ลำไส้มีการเคลื่อนไหวมากขึ้น
6. หลีกเลี่ยงความเครียด เนื่องจากขณะมีความเครียดร่างกายจะหลั่งสารอะดีนาลีนมากขึ้น มีผลทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ลดลง
รวมถึงลำไส้ใหญ่ด้วย เมื่อเลือดไปเลี้ยงลำไส้ลดลง กล้ามเนื้อลำไส้ลดลงมีผลทำให้การเคลื่อนไหวลดลง
7. หลีกเลี่ยงการใช้ยาระบายเป็นประจำเนื่องจากยาระบายส่วนใหญ่มีฤทธิ์ระคายเคืองผนังและกล้ามเนื้อลำไส้ใหญ่ หากใช้ยาระบายเป็นประจำจะทำให้กล้ามเนื้อลำไส้เสื่อมไวขึ้น


Top
 Profile  
 
 Post subject:
PostPosted: Wed Jul 30, 2008 1:39 am 
Offline
ผู้ดูแลฟอรั่ม
ผู้ดูแลฟอรั่ม
User avatar

Joined: Thu Apr 17, 2008 6:45 pm
Posts: 691
สมุนไพรแก้ท้องผูก

อาการท้องผูกเกิดจากสาเหตุหลายประการ ที่สำคัญ คือ ชอบรับประทานอาหารที่มีกากน้อย
ได้แก่ อาหารจำพวกแป้ง เนื้อสัตว์ ข้าวและขนมหวานต่างๆ ไม่ชอบรับประทานผักและผลไม้ ดื่มน้ำน้อยเกินไป
ถ่ายอุจจาระไม่เป็นเวลาและชอบกลั้นอุจจาระ ออกกำลังกายน้อยเกินไป ความเครียดในการงาน
คนแก่มักท้องผูกเพราะความต้องการอาหารน้อยลงและลำไส้ไม่ค่อยทำงาน คนไข้ที่นอนนานๆไม่ได้ออกกำลัง ลำไส้จะไม่บีบตัวและท้องผูก

วิธีแก้ไข
รับประทานอาหารที่มีกาก เช่น ผัก ผลไม้ ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว ออกกำลังให้สม่ำเสมอ
ถ่ายอุจจาระให้เป็นเวลาทุกวัน ถ้าจำเป็นใช้สมุนไพรที่เป็นยาระบาย

ข้อควรระวังในการใช้ยาระบายหรือยาถ่าย
1. คนไข้อ่อนเพลีย
2. มีอาการปวดท้องรุนแรงหรืออาเจียน
3. ท้องผูกเป็นเวลานาน ใช้ยาระบายไม่ได้ผล ควรสงาสัยว่าอาจเป็นเพราะลำไส้อุดตัน
4. มีการอักเสบในช่องท้อง เช่น ไส้ติ่งอักเสบ
ผู้ป่วยข้างต้นควรอยู่ในความดูแลของแพทย์
หลักการเลือกใช้สมุนไพรที่เป็นยาระบาย คือ ควรเลือกให้เหมาะกับสาเหตุของอาการท้องผูก ดังนี้
1. ยาระบายชนิดเพิ่มกาก เป็นสมุนไพรที่มีส่วนประกอบเป็นโพลีแซคคาลายด์ ซึ่งมีโมเลกุลใหญ่ เช่น เม้ดแมงลัก
หรือมีเส้นใยมาก ได้แก่ มะละกอสุก เป็นต้น เหมาะกับผู้ที่รับประทานอาหารที่มีกากน้อย
2. ยาระบายชนิดกระตุ้นลำไส้ใหญ่ให้บีบตัวเพื่อขับถ่าย เหมาะกับคนสูงอายุ ผู้ป่วยที่นอนนานๆ นักธุรกิจที่เคร่งเครียด
หรือท้องผูกด้วยสาเหตุอื่นๆ สมุนไพรในกลุ่มนี้มีสารแอนทราควิโนนกลัยโคซายด์เป็นสารสำคัญ ได้แก่ ชุมเห็ดเทศ มะขามแขก เป็นต้น
ยาระบายชนิดนี้นิยมใช้กันมาก แต่ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง ไม่ควรรับประทานติดต่อกันนานเกิน 7 วัน
เพราะพบว่ามีการทำลายระบบประสาทที่ควบคุมการบีบตัวของลำไส้ หรือทำให้ลำไส้ชินต่อยาและไม่ยอมทำงานตามธรรมชาติ
คนไข้จะต้องรับประทานยาถ่ายชนิดนี้ทุกวันและต้องเพิ่มขนาดขึ้น ห้ามใช้กับเด็กและหญิงมีครรภ์
ในบางกรณีควรแนะนำให้ผู้ป่วยใช้ยาทั้งสองกลุ่มร่วมกันจะได้ผลดีกว่า เช่น คนชราซึ่งท้องผูกเพราะรับประทานอาหารน้อยและลำไส้ไม่ค่อยทำงาน
3. ยาระบายชนิดเป็นกรดหรือเกลือ เช่น มะขามเปียก ความเป็นกรดหรือเกลือจะทำให้ระดับความเป็นกรดด่างในทางเดินอาหารเปลี่ยนไป
ร่างกายจะขับน้ำเข้ามาในทางเดินอาหารมากขึ้น เพื่อปรับสภาพกรดด่างจึงทำให้ระบายได้

ขี้เหล็ก
ใช้ใบอ่อน 2-3 กำมือ หรือแก่นขนาดยาวชิ้นละ 2 องคุลี (4-6 ซม.) 3-4 ชิ้น
ต้มกับน้ำ 1 ถึง 1ครึ่งถ้วยแก้ว เติมเกลือเล้กน้อย ดื่มตอนเช้า หรือก่อนอาหารเช้าครั้งเดียว

คูน
ใช้เนื้อในฝักก้อนขนาดหัวแม่มือ (4 กรัม) ต้มกับน้ำ 1 ถ้วยแก้ว ใส่เกลือเล็กน้อย รับประทานครั้งเดียว

ชุมเห็ดเทศ
ใช้ช่อดอก 1-3 ช่อ ต้มจิ้มน้ำพริก หรือใบสด 8-12 ใบ ปิ้งไฟให้เหลือง หั่นต้มกับน้ำ 1 ถ้วยแก้ว เติมเกลือเล็กน้อย
รินเฉพาะน้ำดื่มหรือใบแห้ง ขนาดเท่ากับใบสดต้มหรือชงน้ำดื่ม
หรือบดเป็นผงปั้นเป็นยาลูกกลอนขนาดเท่าปลายนิ้วก้อย รับประทานก่อนนอน หรือเมื่อมีอาการท้องผูก

มะขาม
ใช้มะขามเปียก 10-20 ฝัก (70-80 กรัม) จ้มเกลือ รับประทานหรือดื่มน้ำตามมากๆ หรือทำเป็นน้ำมะขามดื่ม
ข้อควรระวัง รับประทานมากไปอาจทำให้ท้องเสียได้

มะชามแขก
ใช้ใบ 2 กรัม หรือฝัก 10-15 ฝัก ขิงประมาณ 1 กรัม หรือกานพลู 1-2 ดอก
ต้มกับน้ำ 1 ถ้วยแก้ว 5 นาที เติมเกลือเล็กน้อย รับประทานครั้งเดียว

มะละกอ
รับประทานเป็นผลไม้

แมงลัก
ใช้ผลครึ่งถึง 1 ช้อนชา แช่น้ำให้พอง แล้วรับประทานครั้งเดียวก่อนนอน
ข้อควรระวัง อย่ารับประทานมากเกินไปจะทำให้แน่นท้องได้

สำหรับการแก้ภาวะท้องผูก ให้แก้ด้วยการกินข้าวกล้องทุกมื้อ ผักสด 2 จาน ต่อวัน ผลไม้สด 2 ผล (ขนาดเท่าแอปเปิ้ล)
นอกจากนี้ให้ฝึกลำไส้ให้เคลื่อนไหวด้วย การดื่มน้ำ 1.5 ลิตร ผสม มะนาว 4 ลูก และเกลือทะเล 3 ช้อนชา ทุกเช้า สัก 7 วัน

แหล่งที่มา:www.samunpri.com


Top
 Profile  
 
 Post subject:
PostPosted: Wed Jul 30, 2008 1:43 am 
Offline
ผู้ดูแลฟอรั่ม
ผู้ดูแลฟอรั่ม
User avatar

Joined: Thu Apr 17, 2008 6:45 pm
Posts: 691
ท้องผูก เรื่อง (ไม่) เล็ก

ท้องผูกดูจะเป็นปัญหาใหญ่ของคนเมือง ความเร่งรีบตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมา ในแต่ละวัน ทำให้คนเราละเลยในสุขภาพของตนเอง
ท้องผูกจะสามารถเกิดอาการของโรคอื่นต่อเนื่องมาเป็นลูกโซ่ได้ อย่างเช่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ มีกลิ่นปาก กลิ่นตัวแรง ปวดศีรษะ
ผิวพรรณหม่นหมอง เป็นสิวฝ้า ริดสีดวงทวาร ฝีคัณฑสูตร ลำไส้ระคายเคือง ลำไส้ใหญ่อักเสบ ถุงยื่นในลำไส้ ภูมิแพ้ หอบหืด มะเร็ง และอื่นๆ
สาเหตุของท้องผูก
กินอาหารที่ไม่มีเส้นใย ความเครียด ไม่ค่อยออกกำลังกาย การกลั้นอุจจาระเป็นอาจิณ กินยาระบายเป็นประจำ และอื่นๆ เช่น
กินชา กาแฟ ยาเคลือบกระเพาะ กินแคลเซียมมากไป กินอาหารเหลว หรือดื่มนม หรืออาจมีโรคร้ายแรงซ่อนอยู่ เช่น โรคไม่มีปมประสาทตรงทวารหนักโรคพยาธิไส้เดือนอุดตันลำไส้ เป็นต้น
อาหารรักษาท้องผูก
การรักษาท้องผูกขึ้นอยู่ที่อาหารเป็นสำคัญ เราต้องกินอาหารที่มีเส้นใยมากๆ เท่านั้น ซึ่งเส้นใยจะมีมากในข้าวกล้อง ผักสด ผลไม้ และธัญพืช ประกอบคละเคล้ากันไป
ออกกำลังกาย รักษาท้องผูก
คนทั่วไป ควรเดินไปจ่ายตลาด รดน้ำต้นไม้ ทำสวน ทำงานบ้าน ล้างรถ ฯลฯ หรือจะออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น
จ๊อกกิ้ง ปั่นจักรยาน เดินเร็ว พร้อมสูดหายใจ เข้าออกลึกๆ ให้มีเหงื่อออก วันละ 30 นาทีทุกวัน ผู้สูงอายุ ทำงานบ้านเท่าที่จะทำได้ ออกกำลังกายบ้าง
อย่านอนอยู่เฉยๆ ถ้าไม่จ๊อกกิ้งเบาๆ ปั่นจักรยาน ก็เดินเร็วๆ พร้อมสูดหายใจเข้าลึกๆ
การดื่มน้ำ
น้ำช่วยให้กากอาหารอ่อนลง เราอาจใช้วิธีดื่มน้ำมากๆ ใครที่ท้องผูกอยากกระตุ้น ให้ขับถ่ายในเช้าวันนั้น แนะนำให้ปฏิบัติดังนี้คือ
- ตื่นนอนเช้ามืด - เตรียมน้ำดื่มอุณหภูมิปกติมา 2 ขวด ขวดละประมาณ 800 ซีซี
- บีบมะนาวลงไปขวดละ 2 ลูก
- เหยาะเกลือลงไปขวดละ 1 ช้อนชา
- ดื่มทันทีให้หมดทั้ง 2 ขวด
- สักครู่จะรู้สึกอยากถ่าย
การประคบน้ำแข็ง
ความเย็นช่วยให้ลำไส้บีบตัวมากขึ้น กระตุ้นการขับถ่าย โดยใช้น้ำแข็งสัก 2-3 ก้อน ห่อผ้าขาวบางประคบสะดือ ในตอนเช้าๆ ช่วยกระตุ้นการขับถ่ายได้
ในทางปฏิบัติ ขอแนะนำให้ดื่มน้ำมะนาว 2 ขวด จากนั้นตามด้วยการประคบน้ำแข็งที่สะดือ แล้วลุกไปถ่ายมักจะได้ผล
การสวนล้างลำไส้ คนที่ท้องผูกมากๆ อาจต้องใช้การสวนล้างลำไส้ระดับบน ด้วยเครื่องสวนล้างลำไส้ ซึ่งมีบริการอยู่ที่ศูนย์ธรรมชาติบำบัดที่ได้มาตรฐาน
(ที่มา : ศูนย์ธรรมชาติบำบัดบัลวี )

Image


Top
 Profile  
 
 Post subject:
PostPosted: Thu Jul 31, 2008 10:11 am 
Offline
ญาติผู้ใหญ่
ญาติผู้ใหญ่

Joined: Wed Jun 11, 2008 7:58 am
Posts: 207
Location: 72/5 หมู่ 6 ซ.ประชาราษฎร์16/2 จ.นนทบุรี
กรณีคุณแม่ของคุณไอซ์

ถ้าการรับประทานใบยอไม่ได้ผล ก็คงต้องซื้อยาไปรับประทานแล้วละครับ

อาการท้องผูกไม่เกี่ยวกับอายุ ทุกวัยมีโอกาสท้องผูกได้ทั้งสิ้น



ลูกสมอไทย

เป็นผลไม้ป่าแต่ดั้งเดิม เป็นอาหารปรมัตถ์ของพระภิกษุ คือพระสามารถฉันได้ตลอดวัน หลังเที่ยงแล้วก็ฉันได้ ไม่ถือว่าเป็นอาหาร นอกจากลูกสมอไทยก็ยังมี มะขามป้อม มะเลื่อม ใบส้มลม พริก ขิง ข่า ตะไคร้ เหล่านี้เป็นอาหารปรมัตถ์ เป็นยาสมุนไพรด้วยกันทั้งสิ้น

ลูกสมอ ใช้ประกอบเป็นยาโบราณได้หลายขนาน มีสรรพคุณทางการถ่ายระบายท้อง ถ่ายเลือดที่จับเป็นก้อนในท้อง
ต้นสมอ เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ประมาณต้นสัก ส่วนมากจะไม่ค่อยมีใครปลูก จะมีขึ้นอยู่ในป่าตามธรรมชาติ ตามหัวไร่ปลายนาก็พอจะหาได้ จะออกผลในฤดูฝน และลูกจะเริ่มแก่เก็บผลได้เมื่อกลางฤดูฝนเป็นต้นไป ผลใหญ่ขนาดหัวนิ้วมือใหญ่ๆ อ่อนๆจะมีรสฝาด เมื่อผลแก่จะออกรสขมเปรี้ยว

ถึงแม้จะเป็นอาหารปรมัตถ์ แต่พระภิกษุก็ไม่สามารถไปสอยได้เอง เพราะเป็นอาบัติ ดังนั้นญาติโยมต้องเอาใจใส่คอยเก็บไปถวายท่านนะครับ



ยอ

ยอ มี 2 ชนิด คือยอป่า กับ ยอบ้าน

ใบยอป่า นำมาร่วมประกอบยาทำเป็นยาประคบแก้กระดูก เส้นเอ็น กล้ามเนื้ออักเสบ ต้มอาบแก้อาการภุมิแพ้บางอย่างได้ นำมาประกอบยาต้มให้สตรีที่คลอดลูกใหม่ๆอาบแก้โรคสตรีในเรือนไฟได้ดี ใช้ในพิธีกรรมหลายอย่าง เช่นการยกเสาเรือน พิธีพราหมณ์เกือบทุกพิธีก็ต้องใช้ใบยอป่านี้ ยอป่าเป็นไม้ป่ายืนต้น ต้นใหญ่ตามอายุ ใหญ่มากๆก็สามคนโอบไม่รอบต้น

ยอบ้าน เป็นไม้ยืนต้น แต่ไม่ใหญ่เท่ายอป่า

ใบ นำมานึ่ง หรือประกอบอาหาร มีสรรพคุณเป็นยาระบายอ่อนๆ

ผล เป็นยาขับเลือด ยาบำรุงเลือด เป็นยาแก้อาเจียน

วิธีทำยาขับโลหิต สำหรับหญิงที่ประจำเดือนอั้น ไม่มาตามกำหนด ไม่สบายตัว ให้นำผลยอแก่แต่ไม่สุก นำมาซอยและตำเหมือนทำส้มตำรับประทาน ไม่นานประจำเดือนที่กลั้นอยู่ก็จะออกมาเป็นปกติ

วิธีทำยาแก้อาเจียน จะอาเจียนด้วยเป็นไข้ หรืออาเจียนเพราะเมาเหล้าก็ใช้ได้ทั้งสิ้น
วิธีทำ ให้นำผลยอแก่แต่ไม่สุกมา 3 ลูก นำมาเผาไฟพอสุก แล้วเอามีดฝานเป็นชิ้นบางๆประมาณ ครึ่งเซ็นต์ ใส่หม้อเติมน้ำพอท่วมยา เคี่ยวจากน้ำสามส่วน ให้เหลือ ส่วนเดียว ทำให้อุ่น แล้วให้คนป่วยดื่ม จะหายอาเจียนอย่างน่าอัศจรรย์


จดจดโน้ตโน้ต กันไว้นะ เวลาฉุกเฉินขึ้นมาแล้วจะนึกถึง เวลาปกติก็ไม่เห็นคุณค่ากันหรอก หลายเรื่องที่โรงพยาบาลก็แก้ไขให้ไม่ได้นะ..จะบอกให้

_________________
หมอบัญชา


Top
 Profile  
 
 Post subject:
PostPosted: Sun Oct 26, 2008 7:01 am 
Offline
เริ่มสนิทกันแล้ว
เริ่มสนิทกันแล้ว

Joined: Wed Jul 16, 2008 9:49 am
Posts: 19
ยา VIAGRA เป็นยาเถื่อน เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค

เมื่อคืนนี้ ข่าวออกมาว่า กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ กระทรวง ไอซีที กำลังตามจับ

และปิดเว็บไซท์ที่โฆษณายานี้อยู่ ยานี้เข้าไปโฆษณารบกวนเว็บหลายเว็บ



.


Top
 Profile  
 
Display posts from previous:  Sort by  
Post new topic Reply to topic  [ 11 posts ] 

All times are UTC + 7 hours


Who is online

Users browsing this forum: No registered users and 1 guest


You cannot post new topics in this forum
You cannot reply to topics in this forum
You cannot edit your posts in this forum
You cannot delete your posts in this forum

Search for:
Jump to: